เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม กลุ่มเกษตรกรตำบลน้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน กว่า 311 คน เครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ได้เปิดเวทีประชุมเรื่อง”ยุทธศาสตร์การจัดการที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย ทรัพยากร อย่างยั่งยืนโดยชุมชนท้องถิ่น” หรือ “น้ำพางโมเดล” ที่หอประชุมโรงเรียนบ้านน้ำพาง นำโดยนายสวาท ธรรมรักษา กำนันตำบลน้ำพางในฐานะประธาน สกน. นายปวรวิช คำหอม หัวหน้ากลุ่มเกษตรกร พร้อมเจ้าหน้าที่กลุ่มพี-มูฟ หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) มีการสรุปสถานการณ์ทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลและคสช. โดยไม่เห็นด้วยกับนโยบายของนายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าฯน่าน ที่เสนอวิธีการย้ายที่ทำกินบนพื้นที่สูงลงไปอยู่ข้างล่าง และปรับเปลี่ยนโครงสร้างด้านการผลิตใหม่ โดยชาวบ้านน้ำพางอาศัยอยู่กับป่าสืบทอดกันมานานกว่า 700 ปี พร้อมการสร้างพระธาตุคำปิ๋วโบราณ ก่อนที่จะมีกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ และประกาศอุทยานแห่งชาติดอยภูคา–แม่จริม การนำกฎหมายมาบังคับใช้จึงขัดกับหลักสิทธิมนุษยธรรม ขณะที่กำลังปรับลดปลูกข้าวโพดเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวเอาไว้ จึงเตรียมยื่นหนังสือให้ทบทวนนโยบายดังกล่าวหรือฟ้องร้องทางศาลปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยุทธศาสตร์น้ำพางโมเดลดังกล่าว ระบุถึง ต.น้ำพางมีพื้นที่ป่า 90.01% หรือ 222,746 ไร่ (แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 200,677 ไร่ และป่าชุมชน 22,069 ไร่) พื้นที่การเกษตร 9.59% หรือ 23,754 ไร่ และที่อยู่อาศัย 0.40% หรือ 991 ไร่มีพื้นที่ป่าอยู่แล้ว มากกว่าที่รัฐกำหนดไว้รวมทั้งจังหวัดต้องมีป่า 60-80% ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ของตำบลนี้ 12,481 ไร่ อยู่ระหว่างการปรับลดพืชเชิงเดี่ยวเป็นวนเกษตร ปีละ 10% ระยะเวลา 10 ปี พร้อมการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขุมชนหรือกลุ่มเกษตรตำบล โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 475 ราย พื้นที่ 10,000 ไร่
ทั้งนี้ แกนนำขปส.ส่วนกลางจะเข้ายื่นหนังสือผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) วันที่ 21 ธันวาคมนี้ แสดงจุดยืนน้ำพางโมเดลและไม่เห็นด้วยกับนโยบายจัดเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ เข้าปราบปรามผู้ทำกินอยู่ในป่าและคัดค้านนโยบายย้ายที่ทำกินลงมาจากป่าของผู้ว่าฯน่าน โดยชาวบ้านจะไม่ยอมเสียที่ทำกินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

นายอนุชา ธนะเพทย์ ที่ปรึกษา สกน. กล่าวว่า น้ำพางโมเดลคือการจัดการตนเองและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การแก้ไขปัญหาขายข้าวโพดที่ถูกปฏิเสธรับซื้อตามนโยบายตรวจสอบย้อนกลับ ชาวบ้านกำลังประสานงานบริษัทผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ มารับซื้อข้าวโพดกิโลกรัมละ 7.40 บาท ตามเงื่อนไขที่ 3 กรณีหน่วยงานราชการและองค์กรพัฒนาเอกชน รับรองพื้นที่กำลังปรับเปลี่ยนปลูกข้าวโพด แต่ผู้ว่าฯน่านกลับแสดงท่าทีดังกล่าว ทำให้ทางออกดังกล่าวได้รับผลกระทบอาจถูกปฏิเสธอีกและถึงทางตัน

วันเดียวกัน มีกำหนดเดินทางมาราชการ จ.น่าน ระหว่างวันที่ 15-16 ธันวาคม 2559 ของพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารของกรมในสังกัดต่างๆ งานประชารัฐพิทักษ์ป่าน่าน ประชุมที่ศาลากลางจังหวัดน่าน ติดตามแก้ไขปัญหาไฟป่าและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ปี 2560 และวันต่อมาไปดูฐานปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ หน่วยที่ 1 ต.ป่าแลวหลวง อ.สันติสุข กำลังผลักดันเข้าโครงการมอบสิทธิทำกิน ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ติดตามโครงการปลูกไม้เศรษฐกิจแทนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นิทรรศการแก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น ตรวจดูแปลงปลูกข้าวโพด ต.อวน อ.ปัว เขตหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ ภค.11(น้ำยาว) ตรวจแปลงชำกล้าไม้และพื้นที่ลุ่มน้ำอวน – ห้วยต้อ ยอดเนิน 958 เป็นต้น
เพื่อรวบรวมข้อมูลสรุปให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางมาราชการและแจกสิทธิทำกินให้ชุมชนที่ผ่านการพิจารณาของ คทช. วันที่ 23 ธันวาคม 2559

