รองผู้การกองร้องทุกข์ แจ้งความ ปปป.เอาผิดอาญาจัดซื้อจัดจ้าง-ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายตำรวจระดังสูงอดีต ผบช.สตม. กรณีเอื้อเอกชนเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าต่างชาติเข้าไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พฤษภาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร พ.ต.อ.กฤษณพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ รองผบก.กองร้องทุกข์ สง.กตร.(กองร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สุโกศล ทองแกมแก้ว รอง สว.(สอบสวน) บก.ปปป. แจ้งความกล่าวโทษ นายตำรวจระดับสูงที่เคยดำรงตำแหน่ง ผบช.สตม. โดยปฏิเสธขอไม่ให้สัมภาษณ์
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2561 อดีต ผบช.สตม. ในขณะนั้น ได้ลงนามทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง โดยมีรายละเอียดกรอบวัตถุประสงค์ในการจัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริการที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย โดยอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและคัดกรองล่วงหน้าก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย
บริษัทเอกชนรายดังกล่าวนั้น มีหน้าที่ในการจัดหาระบบคัดกรองและตรวจสอบเอกสารล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ยื่นขอรับการตรวจลงตรา VISA ON ARRIVAL (E-VOA) รวมถึงระบบชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ การบริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่จัดบุคลากรเพื่อประสานให้ข้อมูลและบริหารจัดการงานบริการ โดยในการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี โดยในการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวนั้น พบว่าในการยื่นขอรับการตรวจลงตรา VISA ON ARRIVAL (E-VOA) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า บริษัท เอกชนดังกล่าว มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา VISA ON ARRIVAL จากผู้ยื่นขอเป็นจำนวนเงิน 2,500 บาทต่อคน และหากมีความประสงค์ยื่นคำขอเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาเรื่องรวดเร็วขึ้นและให้แจ้งผลการพิจารณาภายใน 24 ชั่วโมง จะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเดิมอีก 2,500 บาทต่อคน แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับค่าธรรมเนียมจาก บริษัทเพียง 2,000 บาทต่อคน ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 (พ.ศ.2559) ส่วนจำนวนเงินส่วนต่าง 500 บาทหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกรณีต้องการให้ได้รับการพิจารณาที่รวดเร็วเป็นพิเศษเป็นค่าบริการที่ทาง บริษัทเอกชนดังกล่าว เรียกเก็บจากการให้บริการ
การที่อดีต ผบช.สตม.ในขณะนั้น ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการทำสัญญาต่างตอบแทนในลักษณะสัญญาจ้างทำของซึ่งมุ่งความสำเร็จของงานโดยให้บริษัทเป็นผู้รับเรื่องในการยื่น VISA ON ARRIVAL (E-VOA) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และจัดเก็บค่าธรรมเนียมให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยทางบริษัทได้ผลตอบแทนเป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวน 500 บาทหรือเงินเพิ่มกรณีคำขอพิเศษ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวที่ อดีต ผบช.สตม.เป็นผู้ลงนาม จึงถือว่าเป็นการดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุประเภทงานบริการจ้างทำของ ตามบทนิยามแห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 4 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยที่มีการหลีกเลี่ยงไม่ทำตามที่ พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ แต่เลี่ยงใช้การทำบันทึกข้อตกลงแทน ซึ่งแท้จริงแล้วเจตนารมณ์ของการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวคือการเอื้อให้บริษัทเอกชนดังกล่าวเข้ามาจัดการบริการให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการรับเรื่อง VISA ON ARRIVAL (E-VOA) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเก็บค่าธรรมเนียมแทน โดยทางบริษัทได้ค่าตอบแทนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองคือมีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้บริการเป็นจำนวนเงิน 500 บาท ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการให้ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่ปรากฏว่ามีการประกาศเชิญชวนทั่วไป หรือคัดเลือกโดยวิธีการใดให้บริษัทดังกล่าวเข้ามา และไม่ได้มีการทำสัญญาให้ถูกต้องตามแบบ ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560
อีกทั้งยังไม่ปรากฏที่มาของการจัดทำบันทึกข้อตกลงโดยมีระยะเวลาทดลองจำนวน 3 ปี และไม่ปรากฏหลักเกณฑ์และวิธีการในพิจารณาในการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า มีคนต่างด้าวใช้บริการผ่านระบบนี้ ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ถึง เดือน ธันวาคม 2565 เป็นจำนวน 488,934 ราย บริษัทเก็บค่าบริการไปไม่ต่ำกว่า 250,000,000 บาท
ดังนั้นการกระทำของอดีต ผบช.สตม. ซึ่งเป็นข้าราชการระดับหัวหน้าหน่วยงาน ย่อมต้องทราบดีว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการให้บุคคล หรือนิติบุคคลมาทำการดังกล่าวต้องทำให้ถูกต้องรัดกุมเพื่อผลประโยชน์ของรัฐ แต่กลับทำเพียงบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โดยไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงส่อให้เห็นเจตนาว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งในรายได้ค่าตอบแทน ดังกล่าวที่บริษัทได้รับนั้นไม่เป็นไปตามแบบที่ควรจะเป็นตามที่กฎหมายกำหนด เห็นถึงเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากการกระทำดังกล่าว จึงมีความผิดตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 120 ฐาน “เป็นเจ้าหน้าที่หรือเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ในการดําเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุตามพระราชบัญญัตินี้” และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับแจ้งพร้อมสอบปากคำ รวบรวมหลักฐานเสนอผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

