‘บิ๊กโจ๊ก’ เผยกำลังตรวจสอบผู้เสียชีวิตอีก 3 รายเกี่ยวข้อง ‘แอม ไซยาไนด์’ หรือไม่

3.05.23 | 16:46 น.

‘บิ๊กโจ๊ก’ บินด่วนเมืองกาญจน์มอบนโยบาย ป้องลักลอบนำเข้าแรงงานเถื่อน เผยกำลังตรวจสอบผู้เสียชีวิตอีก 3 รายเกี่ยวข้อง ‘แอม ไซยาไนด์’ หรือไม่

จากกรณีที่ เจ้าหน้าที่จับขบวนการนำพาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าวกองกำลังสุรสีห์, ชุดปฏิบัติการทางเรือ ฉก.ลาดหญ้า, สถานีตำรวจภูธร และฝ่ายปกครอง ทำการจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา และชาวโรฮีนจา เดินเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 2 ครั้ง บริเวณพื้นที่บ้านเกริงกระเวีย หมู่ 2 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้แรงงาน 115 คน ซึ่งมีชาวโรฮีนจา และเด็กเล็กค่าหัว 20,000-120,000 บาท ทางผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่มอบนโยบายวางมาตรการเข้มไม่ยอมให้พื้นที่ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 หากสถานีตำรวจแห่งใดยังปล่อย ก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยขีดเส้นตายก่อนวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พ.ค. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อเรียกประชุมด่วนกรณีโรฮีนจาทะลักช่องทางธรรมชาติชายแดนสังขละบุรี พร้อมมอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่ ที่ห้องประชุม ศปก.ภ.จว.กาญจนบุรี โดยมีนายรณภพ เวียงสินมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรทั้ง 13 สถานี เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงตัวแทนหน่วยงาน NGO เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยใช้เวลาประชุมเกือบ 2 ชั่วโมง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ตนลงมากำกับและติดตามให้แนวทางการปฏิบัติในเรื่องของขบวนการลักลอบขนชาวโรฮีนจาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ยังมีอยู่ แต่ต้องชมเชยเจ้าหน้าที่ระดับภาค 7 และตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ตชด. ตม. ทหาร รวมถึงทางฝ่ายปกครอง สำนักงานกรมพัฒนาสังคมจังหวัดกาญจนบุรี ได้บูรณาการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ให้นโยบายอย่างชัดเจน ในการคัดกรองแรงงานเหล่านี้ โดยเฉพาะที่เป็นเด็กซึ่งมีมากกว่า 70 คน และอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ รวมแล้ว 115 ราย หลักการของประเทศไทยจะไม่กักขังแม่เด็ก หากมีการคัดกรองเรียบร้อยแล้ว ไม่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ ก็จะส่งไปยังหน่วยงานที่ดูแล หากเป็นสัญชาติเมียนมา เราก็จะมีการผลักดันส่งกลับออกไปตามช่องทางที่เข้ามาต่อไป เพื่อไม่ต้องให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดู แต่หากเป็นชาวโรฮีนจา เราก็ต้องรับไว้ตามหลักสิทธิมนุษยชน

“วันนี้ได้สั่งให้มีการตรวจสอบที่มาที่ไปเส้นทางทั้งหมด ใครคือขบวนการ นายหน้าฝั่งเมียนมา นายหน้าฝั่งไทย และนายหน้าปลายทางในฝั่งมาเลเซีย ต้องยอมรับว่าขบวนการเหล่านี้ไม่ได้มีคนทำเยอะ ทางด้านแม่สอด จังหวัดตาก เวลานี้เราทลายหมดแล้ว ส่วนอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว วันนี้แทบไม่เหลือแล้ว เหลือเพียงทางฝั่ง จ.กาญจนบุรี ชายแดนสังขละบุรี ยังมีการเดินทางผ่านแดนอยู่ สถิติตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2565 จนถึงปัจจุบันกว่า 210 รายเท่านั้น จึงได้กำชับ ผกก.ตชด. / ผกก.ตม. และ ผกก.ท้องที่ หากมีการขนคนลักษณะเช่นนี้อีกจะมีการพิจารณาลงทัณฑ์ทันที ฉะนั้น ทุกภาคส่วนต้องเข้มแข็ง ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีก็ได้พูดคุยกับตนและสั่งกำชับแล้ว โดยเราจะไม่ยอมให้พื้นที่ไทยและพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่สามอีกต่อไป”

สำหรับราคาค่าหัวที่คนเหล่านั้นต้องจ่ายให้กับนายหน้านั้นอยู่ที่ 120,000 บาท ถือว่าเยอะมาก ทั้งๆ ที่บุคคลเหล่านี้เขากำลังแสวงหาชีวิตให้ดีกว่านี้ แต่กลับมาโดนหลอกให้ทิ้งไว้เช่นนี้ สุดท้ายก็ไปไหนไม่ได้ ดังนั้น เราต้องเอาจริงให้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปเสียที ส่วนการผลักดันก็จะต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พ.ค.66 นี้

Advertisement

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวถึงความคืบหน้าคดี “แอม ไซยาไนด์” ว่าศพที่เราพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหามีทั้งหมด 14 ศพ โดยสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับไปแล้ว 13 ศพด้วยกัน โดยในวันนี้ตนให้ไปแจ้งข้อกล่าวหาแอม เพิ่มเติมที่เรือนจำในส่วนที่ออกหมายจับเพิ่มเติม 13 คดี ส่วนอีก 1 ราย ออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่า โดยเหยื่อยังรอดอยู่ คือ คุณปลา ภรรยาของ พ.ต.ท.อรรถพล แพสอาด ผบ.ร้อย ตชด.134 อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นเพื่อนกับ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก.สภ.สวนผึ้ง อดีตสามีของแอม ขณะที่ผลตรวจพิสูจน์ยาออกแล้ว พบว่าเป็นสารไซยาไนด์ทั้งหมด และพบสารไซยาไนด์ในรถของแอม และรถฮอนด้า ซีวิค ของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ อดีตสามีของแอมด้วย
โดยรถคันดังกล่าวทั้งสองคนใช้ด้วยกัน พบแคปซูลยา ที่อ้างว่าเป็นยาสมุนไพร แต่จากการตรวจสอบสารภายในแคปซูลพบว่า มีสารไซยาไนด์เจือปนอยู่ทั้งหมด ตนจึงได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนไปขอหมายจับเพิ่มเติมในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือแอม 1 คน ซึ่งขอไม่เอ่ยชื่อ แต่คิดว่าสังคมคงเดาถูกว่าคนๆ นั้นเป็นใคร

จากการสังเกตพฤติกรรมของแอม เชื่อว่าต้องมีคนแนะนำ เพราะทุกครั้งที่มีการก่อเหตุแอมจะก่อเหตุวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ หลังก่อเหตุก็จะไปต่างจังหวัด และรุ่งขึ้นถึงจะกลับ เพื่อลบล้างเรื่องถิ่นที่อยู่ จึงมั่นใจว่าวิชาสอบสวนแบบนี้ต้องมีคนสอน ถ้าไม่มีคนสอนทำแบบนี้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่รอดอยู่ดี ซึ่งเราใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์กว่าเท่านั้นที่สามารถออกหมายจับ 13 คดี จาก 14 คดี เหลือเพียงคดีที่เกิดเหตุเมื่อปี 2558 ที่ท้องที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งคดีนี้ก็ใช่ แต่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานความเชื่อมโยงต่อเนื่องอยู่ คาดว่าน่าจะออกหมายจับได้ภายในวันศุกร์นี้

ล่าสุด กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 3 ราย ที่เสียชีวิตในลักษณะเดียวกัน ว่ามีความเกี่ยวข้องกับแอมหรือไม่ โดยกำลังไล่ความเชื่อมโยงบุคคลต่างๆ และพยานแวดล้อมอยู่ เนื่องจากทุกคนได้พบกับแอม นอกจากทุกรายมีความเกี่ยวโยงและเกี่ยวข้องกับกลุ่มแชร์มรณะ การกู้ยืมเงินและปล่อยกู้ อีกส่วนคือเรื่องของประกันภัย ที่แอมเคยเป็นตัวแทนขายประกันของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจสอบว่า บุคคลที่ซื้อประกันจากแอมไป ขณะนี้มีชีวิตอยู่หรือไม่

ส่วนในเรื่องของกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 7 ตรวจค้นรถนักการเมืองท้องถิ่น 2 คน (นายนิติกร แสงทอง หรือ ส.จ.เบนซ์ และนายพรรษา สายทอง หรือ ส.จ.โก๊ะ สมาชิกสภา อบจ.กาญจนบุรี) แล้วบังคับให้ลงจากรถอ้างตรวจค้นหายาเสพติด ในเรื่องนี้ตนได้พูดคุยกับ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี และ ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี โดยตำรวจชุดที่ตรวจค้นรถ ส.จ.เป็นตำรวจสืบสวนภาค 7 ไม่ใช่ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งการเลือกตั้ง ทาง ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำให้ตำรวจทุกคนต้องวางตัวเป็นกลาง ส่วนเรื่องการตรวจค้นตนก็ได้พูดคุยกับ ผบช.ภ.7 แล้วและให้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาว่าการตรวจค้นจะต้องแสดงตัวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ที่ถูกตรวจค้นกลัวหรือตกใจ ถึงตำรวจมีอำนาจในการสืบสวนทั่วราชอาณาจักรก็ตาม ซึ่งเมื่อวานทาง ส.จ.ทั้งสองคนได้เข้ามาพูดคุยร่วมกัน และก็สบายใจ