‘แม่แจ่มโมเดล’
ต้นแบบ กระดุมเม็ดแรก
แก้ปัญหาที่ทำกินชุมชนในพื้นที่ป่า
ในอดีตเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้กว่า 40% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ และแม้ว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้จะลดลงเหลือประมาณ 31% แต่ปัญหาการทับซ้อนระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชุมชนกับพื้นที่ป่าไม้ยังคงมีอยู่ หลายพื้นที่เป็นปัญหาตกค้างยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินทำกิน และการพัฒนาพื้นที่ ที่เมื่อขาดความมั่นคงในการใช้ประโยชน์ที่ดินแล้ว จึงตามมาด้วยปัญหาการบุกรุกป่าเพิ่มเติม การใช้พื้นที่อย่างขาดการดูแลรักษา และวนกลับมาเป็นปัญหาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ที่แม้มีที่ทำกินแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้

อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวังวนของปัญหาพื้นที่ทำกิน ที่ทับซ้อนอยู่ในเขตพื้นที่ป่า ด้วยพื้นที่กว่า 80% ของอำเภอแม่แจ่มเป็นเขตพื้นที่ป่า ที่เป็นทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม 1,351,110 ไร่ หรือ 79.6% เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง (อุทยานแห่งชาติแม่โถ อุทยานแห่งชาติออบหลวง และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์) รวม 317,773 ไร่ หรือ 19% และมีพื้นที่เพียง 23,815 ไร่ หรือ 1.4% เท่านั้น ที่มีเอกสารสิทธิทางราชการ ได้แก่ โฉนด น.ส.3 ส.ป.ก.4-01 และนิคมการเกษตร ในขณะที่มีการใช้ประโยชน์พื้นที่จริง 437,712 ไร่ หรือ 25.6% พื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้อง และทับซ้อนอยู่กับพื้นที่ป่า

จตุพร บุรุษพัฒน์
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า นโยบายการจัดที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร ตามแนวทางของ คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ในปี 2557 จึงเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้กับราษฎร รวมถึงการดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541
“ทส.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก หรือกระดุมเม็ดแรก ของการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชน จึงได้เสนอพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ ทุกประเภท ผ่านคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เพื่อปลดล็อกแนวทางการแก้ไขปัญหาในแต่ละกรณีได้อย่างครบถ้วน กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มจึงเริ่มเห็นผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
“ประกอบกับการขับเคลื่อนที่เข้มแข็งร่วมกันระหว่างส่วนราชการ ทั้งกรมป่าไม้ ทส. จังหวัดเชียงใหม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายอำเภอแม่แจ่ม และชุมชนในพื้นที่ รวมถึงภาคประชาสังคม ที่มีการปรึกษาหารือ ทำความเข้าใจร่วมกันมากขึ้น มีการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งการจัดทำข้อมูลในเชิงพื้นที่ การกำหนดแนวเขตที่ดิน การมองปัญหาและหาทางออกร่วมกันทั้งระบบ เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในอำเภอแม่แจ่มอย่างจริงจัง จึงเป็นที่มาของการทำงานในรูปแบบ ‘แม่แจ่มโมเดล’ ” ปลัด ทส.กล่าว

ผลจากความพยายามในการแก้ไขปัญหาร่วมกันจากทุกฝ่ายมากว่า 10 ปี วันนี้ อำเภอแม่แจ่มได้รับหนังสืออนุญาตตามมาตรา 16 และการอนุมัติโครงการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพื่อแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 ทำให้ราษฎรสามารถอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพ สามารถพัฒนาพื้นที่ให้มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างราษฎรกับเจ้าหน้าที่ในการฟื้นฟูสภาพป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว มีส่วนร่วมบำรุงรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของประเทศ ตามเงื่อนไขการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัย และการดำเนินการตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 เพื่อการป้องกันดูแลรักษาพื้นที่ป่าให้คงอยู่ร่วมกัน และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
โดยการแก้ไขปัญหาราษฎรอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม แบ่งการแก้ปัญหาออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ราษฎรที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4, 5 เนื้อที่ 24,196 ไร่ กรมป่าไม้ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายและได้ออกหนังสืออนุญาตตามมาตรา 16 เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่นำไปดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบาย คทช.แล้ว
กลุ่มที่ 2 ราษฎรที่อยู่อาศัยทำกินหลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4, 5 เนื้อที่ 12,590 ไร่ จำนวน 46 หมู่บ้าน กรมป่าไม้อยู่ระหว่างประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการยื่นขออนุญาต เพื่อออกหนังสืออนุญาตให้ดำเนินการจัดที่ดินทำกินแบบแปลงรวม พร้อมเงื่อนไขให้ปลูกป่าเศรษฐกิจ 50% ของพื้นที่

กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ได้แก่ ราษฎรที่อยู่อาศัยทำกินก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 และราษฎรที่อยู่อาศัยทำกินหลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 เนื้อที่รวม 356,814 ไร่ กรมป่าไม้ได้อนุมัติโครงการตามมาตรา 19 ให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) เข้าไปดำเนินการจัดระเบียบการใช้ที่ดินตามมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวมให้กับราษฎรโดยถูกต้องต่อไป
“ผลสำเร็จของการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม หรือ ‘แม่แจ่มโมเดล’ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีกลไกสนับสนุนอย่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 และความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้กับราษฎรอย่างจริงจัง รวมถึงพลังความเข้มแข็งของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น และการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอย่างกรมป่าไม้ ซึ่งเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ที่จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปไม่ได้ ที่ทำให้ ‘แม่แจ่มโมเดล’ ในวันนี้ เป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าของราษฎรอย่างเป็นระบบ ที่จะนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” นายจตุพรกล่าว
การแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าให้กับราษฎร จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของภาครัฐในทุกยุคสมัย ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ที่เชื่อมโยงกับการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

