วั นที่ 22 สิงหาคม 2538 คุณโผงฟ้องให้คุณจำนูญชำระหนี้ตามเช็คที่คุณจำนูญเป็นผู้สั่งจ่าย
ระหว่างที่การพิจารณาคดีดำเนินไปวันที่ 5 ตุลาคม 2539 คุณจำนูญโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 8 แปลงให้คุณจำเริญบุตรชาย
ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2540 ศาลพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงินจำนวน 305,625 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่คุณโผง
ชั้นบังคับคดีคุณโผงสืบหาทรัพย์สินของคุณจำนูญจึงทราบว่า คุณจำนูญโอนที่ดิน 8 แปลง ให้ลูกไปแล้ว คุณโผงรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540
คุณโผงจึงฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณจำนูญมีความผิดตามมาตรา 350 ให้จำคุก 4 เดือน
คุณจำนูญอุทธรณ์
ศาลชั้นอุทธรณ์ 5 พิพากษายืน
คุณจำนูญฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความจากคุณจำนูญเบิกความตอบทนายคุณโผงถามค้านว่าหลังจากโอนที่ดินพิพาท 8 แปลงแล้ว คุณจำนูญไม่มีที่ดินเป็นของตนอีก แสดงว่าคุณจำนูญไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่คุณโผงสามารถยึดนำมาชำระหนี้ได้
อีกแล้ว ที่คุณจำนูญอ้างมาในฎีกาว่า หากคุณจำนูญมีเจตนาที่จะไม่ให้คุณโผงได้รับชำระหนี้ คุณจำนูญก็น่าจะโอนที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวให้บุคคลอื่นหรือขายให้บุคคลภายนอกแทนที่จะโอนให้บุคคลภายในครอบครัวและน่าจะโอนในระยะเวลากระชั้นชิดกับที่คุณโผงฟ้องคดีมิใช่ปล่อยเวลานานนับปีนั้น เห็นว่า เป็นเพียงความเข้าใจของคุณจำนูญเอง ไม่สามารถนำมาฟังหักล้างพยานคุณโผงได้
ส่วนที่คุณจำนูญอ้างต่อไปว่า เมื่อคุณโผงทราบว่าคุณจำนูญโอนที่ดินให้บุตร คุณโผงก็ไม่ได้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างคุณจำนูญกับนายแทน แต่กลับมาฟ้องเป็นคดีนี้เพื่อบีบบังคับคุณจำนูญนั้น เห็นว่า เป็นสิทธิของคุณโผงที่จะเลือกฟ้องคุณจำนูญตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ การที่คุณโผงเลือกใช้สิทธิฟ้องคุณ
จำนูญเป็นคดีอาญาจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ หาใช่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่
เมื่อข้อเท็จจริงที่คุณโผงนำสืบมาฟังได้ว่า คุณจำนูญโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ลูกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้คุณโผงซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ การกระทำของคุณจำนูญจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้ว
พิพากษายืน
นั่นคือ ให้จำคุกคุณจำนูญ
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5367/2551)
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 350 ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่น ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตน เป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

