ญาติเหยื่อ ‘แอม ไซยาไนด์’ ขอความช่วยเหลือสภาทนายฯ มั่นใจสู้คดีได้
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ พร้อมผู้บริหารร่วมกันแถลงข่าวหลังจาก นายรพี ชำนาญเรือ ผู้ประสานงานเหยื่อคดีถูกวางยาไซยาไนด์ พาญาติเหยื่อในคดีมาร้องขอความช่วยเหลือเพื่อขอให้ทางสภาทนายความเข้าช่วยเหลือทางคดี
นายวิเชียรกล่าวว่า รับการติดต่อจากญาติผู้เสียหายเพื่อต้องการให้ทางสภาทนายฯช่วยเหลือทางกฎหมายทั้งหมด 14 ราย ในแง่ของสภาทนายยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือญาติเหยื่อทุกรายโดยไม่ต้องเสียค่าทนายความโดยจะจัดทนายความอาสาช่วยเหลือคดีด้านกฎหมายและทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ส่วนญาติที่อยู่ต่างจังหวัดมีสภาทนายความจังหวัดจะไปสอบข้อเท็จจริงหลังจากนี้จะตั้งคณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือทางคดีกับญาติ โดยประกอบไปด้วยทนายความ ตำรวจระดับสูง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านยาพิษ หรือยาไซยาไนด์ เพื่อร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนการสอบสวนและยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและพร้อมช่วยเหลือเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางกฎหมายโดยเฉพาะผลกระทบด้านจิตใจทำให้เหยื่อต้องเสียชีวิต
นายวิเชียรกล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีกรณีเหตุเกิดขึ้นหลายปีแล้วไม่ได้ชันสูตรพลิกศพเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะตามดูการเสียชีวิตว่าอาจจะถูกกระทำโดยผู้ต้องหาและทนายความจะต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีร่องรอยหลักฐานอื่นๆ หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่และต้องรอดูว่าจะมีพยานหลักฐานมากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมาเคยมีคดีที่สำคัญ คือคดีฆาตกรรม พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ที่ถูกสามีฆ่าหั่นศพ เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2544 ซึ่งคดีดังกล่าวพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องแต่ทนายความจากสภาทนายความเข้าไปฟ้องคดีแทนญาติ พญ.ผัสพร ทำให้คดีนำไปสู่การถูกตัดสินประหารชีวิตเป็นคดีที่สภาทนายความให้การช่วยเหลือแม้จะมีข้อเท็จจริงที่ซับซ่อนก็ตาม ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงในการทำคดีซึ่งทนายความที่เคยทำคดีก็อยู่ในคณะทำงานนางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาภรณ์ ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้อัตราโทษสูงสุดคือประหารชีวิตอยู่แล้วส่วนจะถูกตัดสินเท่าไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ส่วนต้องใช้ทนายกี่คนต่อคดีต้องหารืออีกครั้ง ส่วนการช่วยเหลือทางแพ่งจะมี 2 กรณี คือ พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ญาติผู้เสียหายจะแต่งตั้งให้ทนายความไปเป็นโจทก์ร่วมและเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในความผิดทางละเมิดด้วย
ขณะที่ประเด็นทนายความของอีกฝ่ายที่ได้ให้สัมภาษณ์ทางสื่อโทรศัพท์โดยแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อทางญาติที่ร่วมรับฟังด้วยนั้น นายวิเชียรกล่าวว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายซึ่งทนายความมีหน้าที่เข้ามาแก้ต่างในชั้นพนักงานสอบสวนแต่ต้องคำนึงถึงข้อบังคับว่าด้วยมรรยาทของทนายความ โดยเป็นสิ่งที่ทนายความทุกคนต้องพึงปฏิบัติพร้อมห้ามแสดงความคิดเห็นหรือฝ่าฝืนข้อบังคับในส่วนนี้หากพบว่ามีการฝ่าฝืน ญาติเหยื่อสามารถเข้ามาร้องทุกข์โดยทางคณะกรรมการมรรยาทจะเข้าตรวจสอบมรรยาททางทนายความตลอดจนหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาเป็นคดีมรรยาทก่อนดำเนินคดีได้ เบื้องต้นแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 คน เข้ามาตรวจสอบข่าวต่างๆ ที่ปรากฏตามสื่อแล้วว่ามีอะไรที่ละเมิดบ้าง ทนายความบางคนทำบางสิ่งบางอย่างเลยเถิดจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบถามไปยังคณะกรรมการว่าจะต้องดำเนินการในรูปแบบใด
นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ/รองเลขาธิการฯ กล่าวถึงประเด็นประวัติการรักษาอาการจิตเวชผู้ต้องหาว่าประเด็นประวัติการรักษานั้นหากช่วงเวลาที่ก่อเหตุไม่สามารถหยิบยกมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ได้รับโทษได้ รวมถึงปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคปัญหาในการพิจารณาคดีในชั้นศาล เพื่อพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิดเพราะกฎหมายไม่ได้ยกเว้นว่าห้ามมิให้ศาลสืบพยานดังนั้นพนักงานสอบสวนมีอำนาจทุกอย่างและการตั้งครรภ์จะเป็นบทสุดท้าย หากคดีถึงที่สุดศาลลงโทษให้ประหารชีวิต เชื่อว่าผู้ต้องหาคลอดบุตรแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นจะไม่มีผลกับคำพิพากษาและคงประหารชีวิตสถานเดียว
ด้านนายรพี ชำนาญเรือ ผู้ประสานงานเหยื่อในคดีแอมไซยาไนด์ กล่าวว่า เป็นตัวแทนญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 14 ราย ขอบคุณสภาทนายความที่ให้ความช่วยเหลือด้านข้อกฎหมายและคดีความ นอกจากทางสภาทนายความแล้วยังมีทนายคนอื่นๆ ที่ติดต่อเข้ามาช่วยเหลือเหยื่อด้วย ที่พาญาติมาขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายไม่ใช่เพราะไม่มั่นใจการทำงานของตำรวจ แต่เนื่องจากเหยื่อบางคนมีข้อจำกัดและอุปสรรคในการเดินทาง ไม่สะดวกให้ข้อมูลตำรวจ ทางสภาทนายความสามารถช่วยส่งทนายและเจ้าหน้าที่ไปรับฟังข้อมูลได้ถึงที่รวมถึงช่วยเหลือแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ จึงตัดสินใจมาร้องเรียนสภาทนายความให้ช่วยอีกทาง
นายรพีกล่าวอีกว่า ส่วนการร้องเรียนเรื่องมรรยาททนายความของทนายฝั่งจำเลยที่มีท่าทางไม่เหมาะสมในขณะให้สัมภาษณ์สื่อนั้น ตนเชื่อว่า สังคมและประชาชนเมื่อเห็นก็น่าจะมีความรู้สึก เช่นเดียวกันยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ทนายผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าตำรวจฟ้องคดีไม่ทันแล้วได้ออกมาจากเรือนจำจะพาไปเดินช้อปปิ้ง ตนเชื่อว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่สามารถเปลี่ยนใครได้ถึงแม้ไม่ได้ร้องเรียนแต่เชื่อว่าสังคมตัดสินพฤติกรรมได้ว่าเหมาะสมหรือไม่และเชื่อว่าทางสภาทนายฯจะไม่ละเลยการตรวจสอบเรื่องนี้
จากนั้นตัวแทนครอบครัวเหยื่อขอบคุณสภาทนายฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือ โดย ด.ต.นิติพนธ์ นุชิต สามี น.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ หรือหนิม เหยื่อที่เสียชีวิต บอกว่าการที่สภาทนายฯเข้ามาให้ความช่วยเหลือ รู้สึกยินดีมากหลังจากได้รับฟังข้อมูลแล้วรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นว่ากระบวนการยุติธรรมจะครบถ้วนสมบูรณ์ ตั้งแต่ขั้นตอนของ ตร. กระบวนการยุติธรรม จึงมีความมั่นใจว่าคดีจะได้รับความเป็นธรรมและผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษ

