‘บิ๊กโจ๊ก’ คัดแยกเหยื่อปิดคดีบังคับใช้แรงงานเมียนมาในโรงงานแม่สอด
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่สมาคมพนักงานสอบสวน สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศพดส.ตร. เปิดเผยกรณีเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศเสนอข่าวเกี่ยวกับแรงงานของโรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด ถูกบังคับใช้อย่างไม่ถูกต้องเมื่อปี 2560-2563 มีแรงงานชาวเมียนมาไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงานตัดเย็บผ้าโดยตกอยู่ในสภาพบังคับให้ทำงานโดยตลอด จึงสั่งการให้ สภ.แม่สอด และตำรวจภูธรภาค 6 สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่าโรงงานดังกล่าวคือ โรงงานผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของบริษัทแห่งหนึ่ง ตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นจึงตรวจสอบโรงงานการ์เมนท์ดังกล่าวและเรียกประชุมสั่งการตรวจสอบข้อมูลของโรงงานและร่วมกับทีมสหวิชาชีพคัดแยกเบื้องต้นคัดแยกเหยื่อ 2 ครั้ง รวม 169 คน ไม่ปรากฏว่ามีความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ หรือบังคับใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมาย ต่อจากนั้นองค์กรอิสระ (NGO) ขอให้มีการคัดแยกเหยื่อเพิ่มทีมสหวิชาชีพจึงคัดแยกเหยื่ออีกครั้ง โดยลูกจ้างโรงงาน 20 ราย ผลคัดแยกพบการกระทำความผิดคือ ป.อาญา ความผิดอาญาฐาน ฉ้อโกง, บัตรอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.ก.บริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จากนั้นตรวจสอบเส้นทางการเงินพบความผิดปกติในการจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง โดยอดีตผู้จัดการโรงงานและทีมงานนำบัตรเอทีเอ็มลูกจ้างไปกดเงินสดและทำการหักเงินบางส่วนก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง เบื้องต้นพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย คือ นายธนกฤต รัตนชัยภูมิ นายศรัณย์ สารบรรณ และ นางสาววิภารัตน์ กงชัยภูมิ ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 3 รายถูกจับกุมและออกหมายเรียก นางศิริกุล (สงวนนามสกุล) กรรมการผู้จัดการบริษัท มารับทราบข้อกล่าวหาความผิดฐาน “เป็นนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม แจ้งข้อกล่าวหาให้กับ นางสาวดวงฤทัย (สงวนนามสกุล) บุตรสาว กรรมการผู้จัดการคนที่ 2 มารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สื่อมวลชนไทย, สื่อมวลชนต่างประเทศ และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก รัฐบาลไทยก็ตระหนักและให้ความสำคัญในประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคดีดังกล่าวมีการประชุม เร่งรัด และติดตามการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดในคดีได้ครบทุกราย มีการกำชับชุดพนักงานสอบสวนให้มีความรัดกุมในการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งให้มีความละเอียดรอบคอบใช้หลักผู้เสียหายเป็นจุดศูนย์กลาง รวมถึงอำนวยความยุติธรรมในการดำเนินคดี

