หลังจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยออกมาเรียกร้องกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เดินหน้าการให้สิทธิสุขภาพแก่บุคคลไร้สถานะและสิทธิที่ตกค้างและยังเป็นปัญหาอีกกว่า 1 แสนคน ประกอบด้วยบุคคลดั้งเดิม หรือคนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในประเทศไทยมานาน และเคยรับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง แต่ถูกถอดสิทธิเพราะไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ขณะที่อีกกลุ่ม เป็นนักเรียนกลุ่มจี (G) ซึ่งเป็นนักเรียนตามชายแดน ตามเขาตามดอย ที่ได้สิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานจากกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) แต่ไม่ได้สิทธิรักษาพยาบาล โดยขณะนี้ยังไม่ชัดเจนเรื่องตัวเลข ไม่มีความคืบหน้าใด โดยเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองฯ เตรียมเดินทางเข้าร้องต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการสธ.ให้ช่วยเหลือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันเรื่องดังกล่าวนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นพ.จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด จ.ตาก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัญหาของนักเรียนกลุ่มจีในการรักษาพยาบาลคือ พวกเขาไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานฟรี ตามสิทธิบัตรทองเหมือนประชาชนคนไทย เนื่องจากพวกเขาไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีการปะปนกันอยู่ระหว่าง ลูกหลานของบุคคลที่กำลังรอพิสูจน์สถานะ หรือเป็นลูกหลานของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย หรือแม้แต่เป็นเด็กที่เดินข้ามฝั่งชายแดนมาเรียน จากปัญหาตรงนี้ ทำให้การรวบรวมตัวเลขให้ชัดเจนค่อนข้างลำบาก และเมื่อพวกเขาเจ็บป่วย เมื่อมารักษาที่โรงพยาบาล ทำให้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลกันเอง ซึ่งหากเป็นครูพามา ภาระก็จะตกที่ครู แต่หากเป็นพ่อแม่ก็ตกที่พ่อแม่ อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าโรงพยาบาลจะรักษาโดยต้องเก็บเงินอย่างเดียว เพราะตามขั้นตอนแล้ว เมื่อมาถึงก็จะรักษาพยาบาลก่อน และจะถามสิทธิ หากไม่มีสิทธิบัตรทอง ก็ต้องแจ้งค่ารักษาพยาบาล ส่วนใหญ่พวกเขาไม่สามารถจ่ายได้ ก็จะสอบถามว่าจ่ายได้เท่าไร และหากไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการแต่ละแห่งว่าจะอนุเคราะห์อย่างไร ในส่วนของรพ.แม่ระมาดมีการรักษาเด็กกลุ่มนี้ด้วย แต่ไม่มากปีละประมาณหลักแสนไปจนถึงล้านคน
นพ.จิรพงศ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อลดภาระของแต่ละฝ่ายได้หมด ซึ่งหากรัฐบาลช่วยก็ถือว่าใช้งบเพิ่มไม่มาก เพราะเด็กกลุ่มนี้ที่ยังมีปัญหาตัวเลข ไม่มากมายนัก จากการสอบถามทราบว่า ทางกระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มประกันสุขภาพ เป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งเข้าใจว่าผู้บริหารกระทรวงฯ ให้ความสำคัญอยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะตัวเลขต่างๆ ไม่ได้อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข แต่อยู่ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ขอเสนอทางออกกรณีที่หากแยกตัวเลขได้แล้วว่า นักเรียนกลุ่มจี มีกลุ่มไหนเข้าตามสิทธิรอพิสูจน์สถานะ และกลุ่มไหนเป็นลูกหลานแรงงานต่างด้าว ซึ่งกลุ่มที่ไม่เข้าเงื่อนไขคืนสิทธิสุขภาพ ก็ควรซื้อบัตรสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงฯ มีบัตรราคาถูกเฉลี่ยวันละ 1 บาท จ่ายปีละ 365 บาท รักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานแต่บัตรดังกล่าวจะดูแลเด็กถึงอายุ 7 ปี เป็นไปได้หรือไม่ที่จะขยายมายังเด็กโต เด็กนักเรียนที่ศึกษาอยู่ด้วย ซึ่งจะครอบคลุมเด็กนักเรียนกลุ่มจีได้

