เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของวัดพระธรรมกายออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนเรื่องสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่บริเวณด้านหน้าประตู 7 และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.คลองหลวง นำหนังสือให้ทางวัดส่งมอบตัวผู้ต้องหา 2 คนตามหมายจับให้ด้วย
เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 17 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าประตู 7 ของวัดพระธรรมกาย ด้านถนนบางขัน ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้มี พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร และนาย ธัชนนท์ พรใบหยก ทนายความ พร้อมเหล่าเจ้าหน้าที่สต๊าฟของทางวัดชาย หญิง นุ่งขาวเกือบ 20คน เดินออกมาให้ข่าวยืนชี้แจง ที่บริเวณด้านหน้าของประตูวัดต่อสื่อมวลชนจากหลายสำนักที่มาเฝ้ารอทำข่าวกันอยู่ ถึงเรื่องกรณีต่างๆอาทิ
นาย ธัชนนท์ พรใบหยก ทนายความกล่าวว่าในส่วนที่ทางท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีกับทางวัดพระธรรมกาย ในเรื่องของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อการศาสนาต่างๆนั้น ไม่ได้รับอนุญาตในการสร้าง เรียนว่า กฎหมายเป็นกฎหมายพระราชบัญญัติในการควบคุมอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างในปีพ.ศ.2550 กล่าวไว้ว่าอาคารเพื่อการศาสนา วัดวา อาราม โบสถ์ ซึ่งสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ตามกฎหมายแล้วมันไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ว่ามันต้องยืนแบบเพื่อส่งไปยังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้ทราบ แล้วเราก็ดำเนินการก่อสร้าง ในส่วนของกฎหมายควบคุมอาคาร มันเป็นเรื่องของความปลอดภัย และย้ำว่าถ้าใช้เพื่อการศาสนาไม่จำเป็นต้องขออนุญาต ซึ่งทางวัดพระธรรมกายก็เป็น วัด จึงสร้างเพื่อศาสนาอยู่แล้ว ทางเราก็ทำถูกต้องตามขั้นตอน มีการยื่นแบบกับทางท้องถิ่นก่อนหน้าไปแล้ว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรับทราบ
ต่อมาได้มีผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของโบสถ์ อาคารวิหาร ในส่วนนี้ ด้านทนายได้ชี้แจงว่า ถ้าดูตาม เนื้อหาก็ให้ดูที่ มาตรา 7 และมาตรา 4 ระบุไว้อาคารเพื่อการศาสนาตามกฎหมายระบุไว้สามารถดูได้
ในส่วนของสะพานที่ประตู 4 ที่สร้างไว้ถูกระบุจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าให้มอบคืนกลับไปเป็นทางของสาธารณะแต่ตอนนี้ได้ถูกปิดกั้นจากทางวัดอยู่ ผมว่ามันเป็นเรื่องของกฎหมายท้องถิ่น ซึ่งได้ทำการขออนุญาตไว้หมดแล้ว ตามกฎหมายท้องถิ่น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของทางเจ้าหน้าที่หากพบว่ามีความผิดจริง ก็ให้เป็นไปตามวิธีปฎิบัติของทาเจ้าหน้าที่ต่อไป
ขณะที่ พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร กล่าวว่า ตอนนี้ได้ทราบข่าวจากสื่อเป็นหลัก ซึ่งทางวัดก็ยังคงดำเนินกิจกรรมสวดธรรมจักรกันอยู่แบบปกติ และในเรื่องต่างๆก็ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้ามาคุยกับฝ่ายกฎหมายของทางวัดเป็นหลัก ว่าตรงไหนผิดอย่างไร อะไรต่างๆซึ่งทางเราก็ยังไม่ชัดเจนอะไรในตอนนี้ และในส่วนของจุด หน้าประตู 5 คลองแอน ที่ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่าจะต้องรื้อแผงเหล็กและสิ่งต่างๆคืนให้กับทางสาธารณะนั้น พระสนิทวงศ์กล่าวว่าคงต้องปล่อยให้เป็นขั้นตอนของทางเจ้าหน้าที่เข้ามาชี้แจงหรือพูดคุยอะไรกันก่อนกับทาฝ่ายกฎหมาย ซึ่งบรรยากาศภายในวัดบอกเลยว่ามีความสงบ พระได้ศึกษาเรียนภาษาบาลีกันอยู่ แต่ภายนอกวัดอาจจะมีความคึกคักกันไปเอง และในส่วนที่มีสื่อบางฉบับรายงานว่าภายในวัดได้มีการเตรียมพระเปื้อนจีวรหรือจีวรเปื้อนเลือดเอาไว้ป้องกัน อันนี้ทางอาตมาขอยืนยันว่าไม่มีเพราะทางวัดซักจีวรสะอาดอยู่เสมอไม่เปื้อน และขอให้ทางสื่อดังกล่าวช่วยแก้ข่าวให้ด้วย

ขณะที่ในเวลา 15.30น.ที่ด้านหน้าประตู 7 ดังกล่าวนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.คลองหลวงโดย พ.ต.ท.จิรโชติ ศรีภัทรภา สวป.สภ.คลองหลวง เดินทางมาเพื่อนำหนังสือมาแปะ 2 ฉบับ ที่บริเวณเสาประตูเข้า-ออก พร้อมกับได้ติดต่อยื่นหนังสือต่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายหรือผู้รักษาการแทน ในกรณีให้ส่งตัวนาย องอาจ ธรรมนิทา ซึ่งกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พุทธศักราช 2550 และความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามหมายจับของศาลธัญญบุรีที่ 855/2559 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 และให้ส่งตัว พระเทพญาณมหามุนี ซึ่งกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ประมวลกฎหมายทีี่ดิน พุทธศักราช 2497 ตามหมายจับของศาลจังหวัดสีคิ้ว ที่ 121/2559 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ให้มาพบพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ได้รับหนังสือ หากผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไม่อยู่ ให้แจ้งทางพนักงานสอบสวนทราบ และหากไม่นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ส่งพนักงานสอบสวน อาจมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ฐาน ” ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริตต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” และมาตรา 189 ฐาน ” ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยการซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางกลับ

