เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง พนักงานสอบสวนนำตัว น.ส.แก้ว อายุ 60 ปี พยานซึ่งเป็นบุคคลที่นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เคยอ้างว่าเป็นคนที่ไว้วางใจ และต้องการพบก่อนให้ปากคำต่อ พล.ต.อ.สรุเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.และเป็นพยานที่รับกล่องพัสดุซึ่งภายในบรรจุทรัพย์สินเป็นกระเป๋าถือหรู 1 ใบ กระเป๋าเงิน 3 ใบ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือก้อย เข้าไปพบกับนางสรารัตน์ ภายในทัณฑสถานฯโดย น.ส.แก้ว พยานมีความประสงค์จะเข้าไปพบผู้ต้องหาเอง คาดว่าต้องการไปพูดคุยให้รับสารภาพและอาจจะสอบถามถึงเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพูดคุยกับนางสรารัตน์ ว่าผู้ต้องหาให้การเป็นประโยชน์พอสมควร รับข้อเท็จจริงในบางส่วน เรื่องการฆ่านั้นยังไม่ให้การรับสารภาพ รับข้อเท้จจริงที่เป็นประโยชน์บางอย่างพอสมควร คาดดว่าภายในสัปดาห์หน้าเข้ามาสอบปากคำ ส่วนความคืบหน้าในคดียืนยันไม่หนักใจ แม้ผู้ต้องหาโกหก ไม่ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่พยานหลักฐานทางพนักงานสอบสวนมีความเชื่อมโยงหมดแล้ว ภายในต้นสัปดาห์หน้าจะแจ้งข้อกล่าวหาผู้ใกล้ชิดกับผู้ต้องหาบางคนตามที่รวบรวมพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนประชุมกันแล้ว ส่วนชื่อขอไม่เอ่ยก่อน หากเปิดชื่อก่อนจะเป็นประเด็นในการสอบสวน
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่าในส่วนทนายความตามที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ ว่าเปลี่ยนตัวทนายความแล้วจะมีผลอย่างไรนั้นอย่าไปคิดว่าผู้ต้องหาเปลี่ยทนายความแต่เป็นวิธีการ จะทำอย่างไรก็ตามชุดสืบสวนสอบสวนเมื่อค้นหาความจริงได้ทราบหมด พยานหลักฐานผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงหนาแน่นไปหมด หลังสัปดาห์หน้าจะสรุปสำนวนการสอบสวนเพื่อทยอยส่งให้พนักงานอัยการ ปัจจุบันเหลือเพียงเนื้อหาสาระของสำนวน คาดว่าอีกสองสัปดาห์จะส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาคดีได้ทั้งหมด
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าผู้ต้องหาบอกสาเหตุทั้งหมดในเรื่องกระเป๋า เพราะจนแต้ม ส่วนสาเหตุเพราะอะไรตน ไม่ขอเปิดเผย สำหรับเงินสด 50,000 บาท ของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือก้อย ที่หายไปผุู้ต้องหาบอกว่า น.ส.ก้อย ไม่มีเงิน ส่วนอย่างอื่นผู้ต้องหารับในข้อเท็จจริงแต่ไม่ยอมรับสารภาพ ส่วนโทรศัพท์ยอมรับว่านำไปทิ้ง เนื่องจากกลัวติดตามพิกัดได้ ส่วนทองคำของนายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ หรือแด้ อดีตสามี ผู้ต้องหารับว่านำไปขายที่ร้านทองแต่ปฏิเสธไม่รู้เรื่องที่อดีตสามีเสียชีวิต
ด้านนายชินคุปต์ ไทยยะกร ทนายความ กล่าวว่าผู้ต้องหาแต่งตั้งเพื่อขอคำปรึกษาระหว่างถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำ ไม่ได้เป็นทนายความให้กับผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาได้รับคำแนะนำจากเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันให้ติดต่อตนเพื่อขอคำปรึกษาการเข้าพบก็เป็นการเข้าพบลูกความของตน ก็ต้องแต่งตั้งทนายตามระเบียบของการเข้าพบผู้ต้องขัง พร้อมยืนยันว่าจะไม่เป็นทนายความในคดีให้ เนื่องจากผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ซึ่งยากต่อการต่อสู้คดี เพราะในครั้งแรกที่จะเข้าให้คำปรึกษาเข้าใจว่าจะรับสารภาพและจะบอกถึงขั้นตอนการต่อสู้คดี ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมายก็เห็นว่าคดีนี้หากจะต่อสู้คดีก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากพยานหลักฐานที่ปรากฏตามสื่อมวลชนค่อนข้างชัดเจน

