“บิ๊กโจ๊ก” พบเส้นทางการเงินแอมเล่นเว็บพนันสูงสุดวันละ 10 ล้านบาท เตรียมจับเจ้าของเว็บพนันเร็วๆ นี้ ก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการทั้ง 15 คดี สัปดาห์หน้า
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยหลังจากเมื่อวันที่ 18 พ.ค.เข้าไปสอบปากคำนางสาวสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ แอม ผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ภายในทัณฑสถานหญิงกลาง แล้วพบไม่ยอมให้การเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนและไม่ยอมลงลายมือชื่อในคำให้การที่ให้ไว้เดิม
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ไม่เหนือความคาดหมายที่ผู้ต้องหาไม่ให้การ หลังจากที่ได้รับคำปรึกษาจากทนายความซึ่งยังคงเป็นนางสาวธันย์พิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือ ทนายพัช และยังไม่มีการเปลี่ยนตัวทนายความและแม้ว่าผู้ต้องหายังไม่ได้รับสารภาพในข้อหาฆ่าผู้อื่นแต่รับในข้อเท็จจริง ซึ่งยืนยันว่าตำรวจมีพยานหลักฐานที่แน่นหนาสามารถดำเนินคดีในชั้นศาลได้ ส่วนการกลับคำให้การไปมาของผู้ต้องหา ยืนยันว่าไม่มีปัญหาในการดำเนินคดีแต่จากการเข้าไปสอบปากคำด้วยตัวเองในทัณฑสถานพบว่าผู้ต้องหา ยังไม่สำนึกผิด ส่วนจะมีที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับผู้ต้องหาจะมีความผิดหรือขณะนี้ยังไม่พบความผิด
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่านอกจากนั้นยังสืบสวนถึงแหล่งที่มาของไซยาไนด์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยปละละเลย รวมทั้งกลุ่มเว็บไซต์พนันออนไลน์ ที่พบว่าผู้ต้องหาโอนเงินไปเล่นพนันกว่า 78 ล้านบาท ขณะนี้ทราบถึงเจ้าของเว็บไซต์ทั้งหมดแล้วและพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวแล้ว
รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ส่วนผู้ต้องหายอมรับว่าเล่นการพนันมาตั้งแต่ปี 2563 โดยรวมเงินจากกลุ่มเพื่อน และวงแชร์ วงจำนำรถ และกลุ่มเงินกู้ เพื่อไปเล่นพนัน โดยบางวันเข้าเว็บพนันมียอดเงินสูงถึง 10 ล้านบาทและจากการตรวจสอบยังไม่พบว่า พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.บ้านโป่ง ปฏิบัติราชการ สภ.สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งถูกออกจากราชการไว้ก่อน อดีตสามีของผู้ต้องหา เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเล่นพนัน แต่ช่วยเหลือด้านการเงินทั้งกู้เงินจากสหกรณ์ และจำนองบ้าน เพื่อเอาเงินไปให้อดีตภรรยา
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะพบความชัดเจนในการแจ้งข้อกล่าวหาและการออกหมายจับกับบุคคลที่เกี่ยวข้องส่วนผู้ต้องหาก็จะถูกแจ้งข้อหาใช้เอกสารปลอมเพิ่มเติมหลังจากพบว่าปลอมทะเบียนรถของนายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ หรือแด้ อดีตสามีอีกคน สำหรับสำนวนคดีได้ปรึกษาร่วมกับอัยการอยู่โดยตลอด เพื่อให้การส่งสำนวน และการตรวจสอบสำนวนไปในทิศทางเดียวกัน และพร้อมที่จะส่งสำนวนคดีทั้ง 15 คดี ไปให้อัยการพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า โดยคดีนี้จะรวมทั้ง 15 สำนวน ดำเนินคดีศาลอาญา โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้ารวบรวมสำนวนคดี และพ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม ซึ่งเป็นผู้ทำคดีและเป็นผู้มีประสบการณ์ในการร้อยเรียงสำนวนทั้ง 15 สำนวนขึ้นเบิกความให้ศาลรับฟัง

