ยังจับไม่หมด!แก๊งยูฟัน รวบ”แม่ข่าย”ผตห.ลำดับที่ 95 พบเปลี่ยนชื่อหนี- ขู่เหยื่อ

16.02.16 | 13:38 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) แถลงจับกุม นายเรืองทรัพย์ หรือกฤตภพ เศรษฐชัยกร อายุ 41 ปี ชาว จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันกระทำความผิดการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเครือข่ายคนสำคัญในภาคตะวันออก และเป็นผู้ต้องหาลำดับที่ 95 ในคดีหลอกลวงให้ลงทุนกับ บริษัทยูฟัน โดยผู้ต้องหาติดต่อชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อยูโทเค่น และผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน 2 ราย


พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้เสียหายทราบว่า นายกฤตภพ เศรษฐชัยกร (หลังจากการะทำความผิดผู้ต้องหาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นนายเรืองทรัพย์ เศรษฐชัยกร แล้วหลบหนีการจับกุม) ร่วมกับนายเอกภพ และนางสาววิไลวรรณ ทรงสวรรณ ทำหน้าที่บรรยายชักชวนให้ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ร่วมลงทุนกับธุรกิจบริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด เป็นเงิน 280,000 บาท และเมื่อนายเรืองทรัพย์ ทราบว่าผู้เสียหายทั้ง 2 ราย แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้การว่าผู้ต้องหานี้ เป็นผู้ชักชวนร่วมลงทุนกับบริษัทยูฟันฯนั้น เมื่อทราบความจริงว่าผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหานี้ได้โทรศัพท์ติดต่อข่มขู่ผู้เสียหายให้เกิดความเกรงกลัว

พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาเป็นสมาชิกของบริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด ทำหน้าที่บรรยายชักชวนประชาชนทั่วไปให้หลงเชื่อและเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทฯ และเผยแพร่ภาพกิจกรรมการบรรยายธุรกิจยูฟัน อวดอ้างให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อทางสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก และผู้ต้องหาเป็นสมาชิกลูกข่ายดาวไลน์ของนายเอกภพ และนางสาววิไลวรรณ ทรงสวรรณ(ผู้ต้องหาถูกจับกุมแล้ว) ผู้นำกลุ่มยูฟัน สาย อ.บ่อวิน จ.ชลบุรี ถูกจับพร้อมรถยนต์ และเงินสด 1,240,000 บาท และจากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา พบว่า ผู้ต้องหาเปิดบัญชีธนาคารรับโอนเงินที่มีจำนวนเงินสัมพันธ์กับแพ็คเก็จของธุรกิจบริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด เป็นเงิน จำนวน 3,027,500 บาท และมีการโอน-รับโอนเงินจากผู้ต้องหาในคดีนี้ รวมเป็นเงิน 3,337,805 บาท รวมเป็นเงินหมุนเวียนทั้งหมด 6,365,305 บาท

พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนผู้ต้องหารับว่า ก่อนหน้านี้มีอาชีพเป็นพนักงานโรงงานและขายก๋วยเตี๋ยว เห็นว่าธุรกิจดังกล่าวมีรายได้ดีจึงตัดสินใจเข้าร่วม อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 5 ครั้ง และมีการข่มขู่ผู้เสียหายไม่ให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเอาผิดกับตนเองฐานหลอกลวงอีกด้วย

Advertisement