ศาลชั้นต้นเปิดทำการวันหยุด-นอกเวลาทำการ รับปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องเปิดเผยข้อมูลผู้ถูกควบคุมตัว
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกหนังสือเวียนด่วนที่สุด เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดทำการศาลในวันหยุดราชการเพื่อพิจารณาคำร้องตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
ความว่า ตามที่ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการเปิดทำการศาลและพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในวันหยุดราชการ พ.ศ.2562 ข้อ 5 กำหนดให้ศาลชั้นต้นเปิดทำการในวันหยุดราชการทุกวัน เพื่อพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และข้อ 4 กำหนดให้การเปิดทำการศาลในวันหยุดราชการนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในข้อ 4-7 หรือเปิดทำการศาลนอกเวลาทำการปกติ
เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรม ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ประธาน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี อาจพิจารณากำหนดให้เปิดทำการตามความเหมาะสมนั้น
สำนักงานศาลยุติธรรมขอเรียนว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2563 หมวด 3 การป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาตรา 24 กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่ตนเอง มีภูมิลำเนา ศาลอาญา หรือศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่เชื่อว่ามีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือพบเห็นผู้ถูกกระทำให้สูญหายครั้งสุดท้าย เพื่อให้ศาลสั่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวได้
และมาตรา 26 กำหนดให้บุคคลตาม (1)-(6) มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย
ดังนั้น เพื่อรองรับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และเพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน จึงขอแจ้งแนวปฏิบัติ สำหรับศาลชั้นต้นที่มีอำนาจรับและพิจารณาคำร้องตาม พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเปิดทำการศาลในวันหยุดราชการ ตามระเบียบข้อ 5 และข้อ 8 ให้รวมถึงการรับและพิจารณาคำร้องตามมาตรา 24 และมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ด้วย จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าวต่อไป


