ชัชชาติสัญจรโรงจำนำ กทม. เผยยอด 6 พันล้านต่อปี ย้ำ ‘อย่าเน้นกำไร’ หัวใจคือช่วยชาวบ้าน

25.05.23 | 18:11 น.

ชัชชาติ สัญจรโรงรับจำนำ-ตลาด กทม. เน้นประบปรุงตลาดให้สะอาด จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ เป็นตัวอย่างให้ตลาดอื่น

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าร่วมการประชุมผู้ว่าฯ สัญจร สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร และสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร หรือโรงรับจำนำ กทม. ปัจจุบันมีอยู่ 21 แห่ง ใน 20 เขต มีประชาชนมาใช้บริการประมาณ 7 แสนคนต่อปี มียอดจำนำประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี มีผลกำไรประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินการได้ ทั้งนี้ได้มอบนโยบายหลัก 2 อย่างคือ

1.ต้องขยายการเข้าถึงของประชาชนให้ง่ายขึ้น เพราะประชาชนเดินทางมาโรงรับจำนำลำบาก ต้องตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ไม่ต้องเดินทางไกล

บางคนต้องยกของมาจำนำ เสียค่าเดินทาง ทำให้มีเงินน้อยลงไปอีก และสะดวกให้ประชาชนมามาไถ่ถอนทรัพย์คืน

Advertisement

2. อย่าไปคิดถึงกำไร เพราะหัวใจของสถานธนานุบาลคือ เป็นตัวช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบาก ถ้าโรงรับจำนำคิดดอกเบี้ยแพงประชาชนจะมีภาระจ่ายดอกเบี้ยตอนมาไถ่ถอน

ขณะเดียวกันยังมีเงินสะสม จึงให้บริหารเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดดอกผล อย่างน้อยเป็นผลประโยชน์กลับคืนสู่พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ

ส่วนสำนักงานตลาด มีตลาดอยู่ในสังกัด 12 แห่ง โดยมีตลาดหลักคือ ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งมีการเช่าต่อจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งแต่ปี 2561 เป็นระยะเวลา 10 ปี ,ตลาดมีนบุรี หรือตลาดนัดจตุจักร 2 และตลาดธนบุรี หรือสนามหลวง 2″ นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเน้นย้ำเรื่องสุขลักษณะของตลาด ตลาด กทม.บางแห่งยังบกพร่อง เช่น ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ไม่มีความสะอาด จึงต้องรีบดำเนินการปรับปรุง เพราะ กทม.เป็นผู้รักษากฎหมาย ต่อมาเรื่องการจัดระเบียบของตลาด เช่น ความรกรุงรัง ทางเดิน พื้นลื่น การตั้งแผงรุกล้ำพื้นที่ส่วนกลาง ดังนั้น กทม.จะต้องเป็นต้นแบบให้ได้ โดยเฉพาะตลาดสด

ด้านตลาดนัดจตุจักรต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป เพราะตั้งแต่เช่า รฟท.มา กทม.ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่าให้ ซึ่งเป็นภาระหนี้สิน และยังไม่มีสัญญาเช่าต่อกัน จึงต้องมีการเร่งรัดทำสัญญาให้เรียบร้อย เพื่อจะได้มีการชำระหนี้ ต่อมา ตลาดบางแคภิรมย์ ซึ่งเช่าบนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยเป้าหมายเพื่อย้ายผู้ค้าในตลาดบางแค ปัจจุบันยังมีผู้ไปใช้บริการน้อย การเดินทางไม่สะดวก รวมถึงมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 แสน ทำให้ผลการดำเนินการขาดทุนอยู่ ดังนั้น 2 ตลาดนี้ต้องเข้าไปเน้นย้ำดำเนินการด้านต่างๆ

“ในภาพรวม ต้องทำให้ตลาดของ กทม.เป็นตัวพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ตลาดเองต้องบริหารงานเชิงรุกคล้ายกับเอกชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน” นายชัชชาติกล่าว