ฎีกาคุก1ปี “น.ต.ประสงค์” รอลงอาญา1ปี คดีเขียนบทความดูหมิ่นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

16.02.16 | 15:25 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ห้องพิจารณาคดี 710 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 โจทก์, นายกระมล ทองธรรมชาติ, นายผัน จันทรปาน, นายศักดิ์ เตชาชาญ, นายปรีชา เฉลิมวณิชย์, นายอนันต์ เกตุวงศ์, นายสุจินดา ยงสุนทร และนายจุมพล ณ สงขลา เป็นโจทก์ร่วมที่ 1-7 ซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเสียงข้างมาก ยื่นฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า นามปากกา “บุรุษคาบไปป์ ” นายจีระพงศ์ เต็มเปี่ยม บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้า (ขณะฟ้องปี 2545) , บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด , นางผานิต พูนศิริวงศ์ และนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท ในความผิดร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร, ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198,326,328

น.ต.ประสงค์2

บรรยายฟ้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 จำเลยทั้งห้าร่วมกันดูหมิ่นและหมิ่นประมาทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง ที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่าไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 โดยจำเลยที่ 2 พิมพ์บทความใน นสพ.แนวหน้า ฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2544 หน้า 3 คอลัมน์ของจำเลยที่ 1 วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้โจทก์ร่วมทั้งเจ็ด ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง

น.ต.ประสงค์3

ศาลชั้นต้น พิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 ให้จำคุก น.ต.ประสงค์และนายจีระพงศ์ บก.นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี คนละ 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โดยโทษจำคุก ให้รอการลงโทษเป็นเวลา 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ผู้บริหารบริษัทแนวหน้าฯ ให้ยกฟ้อง

Advertisement

ต่อมาโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ยังคงให้จำคุก น.ต.ประสงค์ และนายจีระพงศ์ บก.นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1-2 คนละ 1 ปี และปรับ 7,000 บาท แต่ให้เพิ่มระยะเวลาการรอลงอาญาจาก 1 ปี ให้เป็น 2 ปี โดยอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสอง ยื่นฎีกา

ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้ว เห็นว่า น.ต.ประสงค์ จำเลยที่ 1 ผู้เขียนบทความ เบิกความว่า ได้รับจดหมายแสดงความคิดเห็นของคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อผู้ให้ความเห็นในจดหมายแต่มีตราของมหาวิทยาลัยประทับ อีกทั้งยังมีความเห็นจากนักกฎหมายหลายคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยในครั้งนี้ รวมถึงยังมีการเสนอข่าวจากสื่อมวลชนถึงคำวินิจฉัยในเรื่องนี้เช่นกัน

ขณะที่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความจำเลย เบิกความด้วยว่า มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับวินิจฉัยคดีดังกล่าว แต่ไม่มีการดำเนินคดีกลับนายบัณฑิตที่มีการกล่าวอ้างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้นั้น ดังนั้นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นข้อหน้าสงสัย บทความจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้รับฟังพยานหลักฐานมา และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบทความนั้นไม่ใช่การใส่ความในเรื่องส่วนตัว อีกทั้งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่1 – 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

แต่การกระทำของจำเลยที่ 1-2 ผิดฐานดูหมิ่นตุลาการฯ ตาม มาตรา 198 หรือไม่ จำเลย ยื่นฎีกาว่าเมื่อมีการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และได้ออกประกาศ คปค.ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญและสิ้นสุดการทำงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทำให้ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า แม้มีประกาศ คปค. ยกเลิกรัฐธรรมนูญสิ้นสุดการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายข้อบังคับเรื่องดูหมิ่นศาลฯ ไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย ความผิดจึงยังคงอยู่ ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โจทก์ร่วม ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษนั้น ฎีกาฟังไม่ขึ้น ศาลเห็นว่า จำเลยไม่เคยถูกต้องโทษทางอาญา ประกอบกับพิจารณาวุฒิภาวะการศึกษา อายุ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่1-2 คนละ 1 ปี กำหนดเวลารอการลงโทษคนละ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ภายหลัง น.ต.ประสงค์ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ขอบคุณศาลฎีกาเป็นอย่างสูงที่พิจารณาและพิเคราะห์แล้วตนไม่มีโทษ ตนทำด้วยความบริสุทธิ์ในฐานะสื่อมวลชน