อย.คาดผลตรวจว่าที่ น.ศ.เภสัชฯ พบยาบ้าลวง เก็บตัวอย่างใหม่คาด 1 สัปดาห์ รู้ผล
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ภก.วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนักเรียนวัย 19 ปี ตรวจโรคเพื่อเตรียมเข้าเรียนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) แต่กลับพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ ไม่ผ่านตรวจโรคเข้าเรียน ซึ่งผู้เป็นแม่เชื่อว่า เป็นเพราะกินยาผิวขาว ว่า
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเรื่องนี้ เบื้องต้นพบว่า ไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อหนึ่งที่เพื่อนแนะนำมา ซึ่งมีการซื้อผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งผู้เสียหายระบุว่า ซื้อมาเพื่อช่วยทำให้ผิวขาว ราคากระปุกละ 80 กว่าบาท ผู้เสียหายซื้อมา 2 กระปุก และให้ข้อมูลว่าขณะนี้รับประทานอาหารเสริมชนิดนี้เพียงอย่างเดียว จึงต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
“เชื่อว่าเด็กที่สอบติดคณะเภสัชฯ ตั้งใจเรียน ก็คงไม่ไปใช้ยาเสพติด ส่วนจะใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่นั้น ผู้เสียหายก็ยืนยันว่า ใช้เพียงอาหารเสริมตัวนี้ กินบ้าง ไม่กินบ้าง แต่คืนก่อนที่จะไปตรวจร่างกาย ได้กินไป 1 เม็ด ซึ่งต้องไปตรวจสอบดูว่า สารดังกล่าวจะสามารถตกค้างอยู่ในร่างกายได้นานแค่ไหน เพราะโดยปกติแล้ว จะถูกขับออกทางปัสสาวะ”
“อย่างไรก็ตาม อย. ขอชี้แจงว่า หากเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจริง ก็จะไม่มีสรรพคุณเรื่องดังกล่าว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าว ได้มีการขอขึ้นทะเบียนกับ อย. ถูกต้อง แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งมีโรงงานผลิตใน อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี โดยรายละเอียดส่วนประกอบที่จดแจ้ง พบเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป ไม่มีสรรพคุณตามที่กล่าวอ้างเรื่องทำให้ผิวขาว แต่เป็นเพียงอาหารเสริม ซึ่งไม่น่าจะมีส่วนผสมของเมทแอมเฟตามีน แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า ลดความอ้วน ก็อาจมีโอกาสพบแมทแอมเฟตามีนได้ เพราะจะทำให้คนที่กินรู้สึกตื่นตัว ลดความอยากอาหาร ก็จะทำให้น้ำหนักลดเหมือนที่เราเห็นผู้เสพยาบ้าเป็นประจำ ก็จะมีรูปร่างผอม นั่นคือ อาการข้างเคียงของเมทแอมเฟตามีน แต่อย่างไรก็ตาม อาจเกิดจากการปนเปื้อนได้ ถ้าหากโรงงานดังกล่าวผลิตอาหารเสริมที่อ้างว่าลดความอ้วนด้วย ซึ่งไม่ถูกกฎหมาย” ภก.วีระชัยกล่าว
รองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจที่ผู้เสียหายระบุว่า ไปตรวจที่โรงพยาบาล (รพ.) แล้ว ใช้ชุดตรวจเบื้องต้น หรือเรียกว่า เทสต์คิต (Test Kit) ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลบวกลวง ซึ่งจะหมายความว่า จริงๆ แล้วไม่ได้พบสารเคมี แต่กลับได้ผลบวก อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเบื้องต้นมีโอกาสได้ผลลวง ซึ่งพบเจอบ่อยครั้งกับยาลดน้ำมูก พอตรวจแล้วก็เจอสารซูโดอีเฟดรีน ที่ถือเป็นยาเสพติด
ดังนั้น การตรวจเบื้องต้นด้วยเทสต์คิต จึงไม่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาคดีได้ ต้องใช้ผลจากห้องปฏิบัติการ (แล็บ) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม อย. ได้ขอความร่วมมือกับผู้เสียหายในการเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นครราชสีมา โดยใช้วิธีการมาตรฐาน จะทราบผลประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งถ้าผลตรวจนี้ไม่พบ ก็แปลว่าผลตรวจที่ได้มาก่อนหน้านี้เป็นผลบวกลวง
เมื่อถามอีกว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของกลางอาจเป็นสินค้าปลอมที่มีการผสมสารแปลกปลอมเข้าไป ภก.วีระชัยกล่าวว่า การปลอมสินค้าก็เกิดขึ้นในสังคม แต่ตั้งข้อสังเกตว่าราคาสินค้าถูก กระปุกละเพียง 80 บาท คงไม่ได้มีใครปลอม เพราะส่วนใหญ่คนจะปลอมของขายดีและราคาแพง แต่ในส่วนของข้อเท็จจริงก็ยังไม่สามารถทราบได้

