เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1, พล.ต.ต.ณัฐกรณ์ ประภายนต์ ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3, พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4, พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5, และ พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท. สั่งการให้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามนโยบาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. อย่างเข้มงวด และบังคับใช้กฎหมายตามแนวทางในทุกมิติอย่างเคร่งครัด โดยการซื้อ ขาย ซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการลงทะเบียนแล้ว และไม่สามารถระบุตัวตนได้ เป็นเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงประชาชน โดยกลุ่มคนร้ายได้ใช้ซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการผูกบัญชีธนาคารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคาร เพื่อสะดวกต่อการโยกย้ายถ่ายโอนเงินของประชาชนที่ได้ถูกกลุ่มของคนร้ายหลอกลวง หรือใช้ในการโทรศัพท์ไปยังประชาชนเพื่อหลอกลวงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารคนร้ายเป็นเงินจำนวนมากเหยื่อบางรายหมดเนื้อหมดตัวถึงขนาดจบชีวิตตัวเอง
พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวว่า ผลตรวจค้นทั้ง 15 จุด ทั่วทุกภาคจับกุมผู้ต้องหา 18 ราย ตรวจยึดซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลงทะเบียนแล้ว 112,831 หมายเลข ตรวจสอบพบการซื้อขายซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลงทะเบียนแล้ว เพิ่มเติมอีกจำนวนมากจะได้ทำการสืบสวนขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายนั้น การซื้อขายซิมการ์ดที่ลงทะเบียนแล้วมีความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (พ.ศ.2566) มีอัตราโทษแตกต่างกันไป ประกอบด้วย 1.ผู้เปิดหรือยินยอมให้ใช้บัญชีธนาคาร บัตรกดเงินสดของตน หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ผู้จำหน่ายบัญชีธนาคาร มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.ผู้จำหน่ายซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลงทะเบียนแล้ว มีอัตราจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

