กองเชียร์คนดัง เผยกลุ่มจุดพลุแฟลร์”บอลไทย”พยายามสร้างเอกลักษณ์ เลียนยุโรปในทางผิด

20.12.16 | 16:32 น.

ความคืบหน้ากองเชียร์ทีมชาติไทยจุดพลุแฟลร์ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมชาติไทยและทีมชาติอินโดนีเซีย โดยกลุ่มกองเชียร์ที่ใช้ชื่อว่าอัลฟ่าไทยแลนด์ มีการจุดพลุแฟลร์สีแดงจนเกิดควันและประกายไฟ ก่อความรำคาญให้กับผู้ร่วมเชียร์ รวมทั้งในโลกออนไลน์โจมตีเรื่องนี้อย่างหนัก จนหลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าทีมชาติไทยอาจถูกลงโทษจากคณะกรรมการฟีฟ่าได้ ที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา

พลุ4

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 วันที่ 20 ธันวาคม ที่สน.หัวหมาก พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส ผกก.สส.บก.น.4 พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.หัวหมาก ร่วมกันประชุมติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าว

พลุ2

โดยพล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพอจะทราบว่าใครที่น่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ผู้ค้า ผู้สั่งซื้อ และผู้กระทำ อยู่ระหว่างการติดตามเพื่อหาข้อเท็จจริงนำไปสู่หลักฐานเชิงประจักษ์ให้ชัดเจน และเมื่อวันที่19ธันวาคมที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ที่เกิดเหตุ สามารถเก็บหลักฐานเป็นพลุแฟลร์ได้มากกว่า 10 อัน ได้คุยกับทางพิสูจน์หลักฐานเรียบร้อยแล้วมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเกี่ยวกับวัตถุพยาน สำหรับแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้นยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าบุคคลที่ก่อเหตุมีจิตใจรักในวงการฟุตบอลไทย แต่วิธีการเชียร์ของบุคคลเหล่านั้นไปกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนอื่น บางอย่างก่อให้เกิดการสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินการทางกฎหมาย จากการตรวจสอบเข้าข่ายความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 27 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืน 2490 และพ.ร.บ.เกี่ยวกับทางเดินอากาศ ต้องพิจารณาตามข้อเท็กจจริง ขณะนี้มีผู้อยู่ในเหตุการณ์บางรายได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้กระแสโซเชียลที่มีการโพสต์ว่ากลุ่มของบุคคลที่จุดพลุแฟร์นั้นเป็นข้าราชการทหารนั้น ทางเจ้าหน้าที่ขอทำการตรวจสอบรายละเอียดให้แน่ชัดเสียก่อน

Advertisement

พลุ1

ด้านนายไทยแลนด์ คำทอง อายุ 51 ปี นักเชียร์ชื่อดัง กล่าวถึงกรณี นักเชียร์ฮาร์ดคอร์จุดพลุแฟลร์ในสนามราชมังคลาฯว่า กลุ่มนี้เพิ่งเกิดไม่นานพยายามหาเอกลักษณ์ให้กับตัวเองโดยไปเลียนแบบทางยุโรปในทางผิดๆต้องจุดพลุ ก็ไม่รู้ทำไมต้องจุดพลุ เมื่อเลียนแบบฝรั่งก็ลืมวัฒนธรรมที่ดีของความเป็นไทย เพราะการเชียร์กีฬาไม่ใช่ไปทำสงคราม ไม่ใช่เอาเป็นเอาตาย จากเหตุการณ์เหล่านี้มีผลเสีย สื่อต่างชาติเอาไปเสนอในด้านเสีย ประสบการณ์ตรงเลยคือตน เมื่อไปเชียร์ต่างประเทศถูกตรวจละเอียดเลย ประเทศอื่นไม่ตรวจ แต่พอบอกมาจากไทยแลนด์ตรวจเข้มงวดกลัวว่าเป็นพวกเถื่อนที่เคยเป็นข่าว อย่างนี้เรียกว่าคนส่วนน้อยทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย ที่สำคัญมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเมาก็มีความกล้าฮึกเหิม แต่ควบคุมตัวเองไม่ได้ นับประสาอะไรดื่มสุรายังตีกันเอง คนหมู่มากก็ไปตีคนอื่น

นายไทยแลนด์ กล่าวอีกว่า กองเชียร์เป็นสิ่งสำคัญ เหมือนกินข้าวต้องมีน้ำ ไม่ใช่แข่งกันเอง ดูกันเอง ต้องมีคนดูมีกองเชียร์ เป็นขวัญกำลังใจกัน มีหลายครั้งที่ตนไปเชียร์ก่อนหน้านั้น คะแนนตามเขาอยู่ แต่พอมีเสียงเชียร์ เสียงกลอง ทีมฮึกเฮิมพลิกกลับมาชนะได้ การเชียร์ที่สร้างสรรค์นั้นต้องยึดหลักรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ไม่โห่ หรือซ้ำเติม เยาะเย้ย ผู้แพ้ หรือแม้แต่การด่านักกีฬาของตัวเองที่ทำเสียคะแนน ก็ไม่ควร อย่างนี้เคยมีเรื่องมีราวกันมาแล้ว กองเชียร์มาตีกันหลังเกม กีฬาเขากำหนดมาเป็นสิ่งสร้างสรรค์ เพื่อมิตรภาพไม่ใช่การทำลายล้าง