ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ฯ ยื่นร้อง อสส.ตรวจคำสั่งอัยการปราบทุจริตฯภ.7 สั่งไม่ฟ้อง ตำรวจรับสินบนคาราโอเกะปี’58
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์และความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เข้ายื่นหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบในกรณีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนจากสถานบริการชมดาวคาราโอเกะ จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2558 โดยมีนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้รับหนังสือ
นายรณสิทธิ์กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นร้านคาราโอเกะในครั้งนั้นเกิดขึ้นช่วงเดือนตุลาคม 2558 และพบเอกสารการเรียกรับส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐหลายคน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับเงินสด 7 นาย และกลุ่มที่โอนเข้าบัญชี 6 นาย ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ แบ่งออกเป็น 2 สำนวน สำนวนแรก คือกลุ่มที่รับส่วยจากการโอนเข้าบัญชี จากหลักฐานในครั้งนั้น ทำให้มีการรวบรวมหลักฐาน ซึ่งในปี 2564 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษในส่วนของการทุจริตและประพฤติมิชอบในเจ้าหน้าที่รัฐและได้มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังสำนักงานอัยการปราบปรามการทุจริตฯภาค 7 แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีความคืบหน้าว่า สมควรสั่งฟ้องหรือไม่
ส่วนอีกสำนวน คือ กลุ่มที่รับส่วยเป็นเงินสด กลุ่มดังกล่าว ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ไปเมื่อปี 2565 แต่ในสำนวนดังกล่าว ทางพนักงานอัยการปราบปรามการทุจริตภาค 7 กลับมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ซึ่งส่วนนี้มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน ครบถ้วน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง จึงอยากมาถามทางสำนักงานอัยการสูงสุดว่าเหตุใดถึงไม่สั่งฟ้อง ได้ดูพยานหลักฐานครบแล้วหรือยัง และหลังจากนี้ตนจะไปถามยังดีเอสไอว่าหลังอัยการภาค 7 ส่งกลับมาว่าสั่งไม่ฟ้อง ทำไมถึงไม่มีการทำความเห็นแย้งกลับไป เชื่อว่า มีกลุ่มขบวนการที่พยายามช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องหา เพราะในกลุ่มที่ 2 ที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง มีตำรวจระดับ พ.ต.อ.เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่มีสัญชาติเมียนมา และยังเป็นเด็กหญิง อายุ 15 ปี ถูกดำเนินคดี ในข้อกล่าวหามั่วสุม และเข้าเมือง
โดยผิดกฎหมาย โดยการทำการปลอมแปลงเอกสารเปลี่ยนอายุผู้เสียหาย จาก 15 ปี เป็น 18 ปี ซึ่งขณะนั้น ตนเองได้ยื่นหนังสือและช่วยเหลือเด็กหญิงจนกลับภูมิลำเนาได้แล้ว
ด้านนายโกศลวัฒน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะนำเอกสารดังกล่าวยื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบทันที การตรวจสอบจะเร่งทำให้เร็วที่สุด แต่ก็ยอมรับว่าตอนนี้มีหลายคดีที่อัยการสูงสุดต้องเร่งตรวจสอบ

