เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “ระเบิดที่ย่างกุ้งกับสงครามที่ชายแดน : ชาติพันธุ์ ศาสนาและการก่อการร้ายในยุครัฐบาลพลเรือน”
นางลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “มุสลิมโรฮิงญา กับความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ในพม่า” ว่า อย่ามองว่าพม่าเป็นประชาธิปไตย เพราะปัจจุบันกองทัพยังมีอำนาจล้นฟ้า สามารถออกแบบประเทศ ปลดคนจากตำแหน่งได้ ดังนั้น อย่ามองแบบโลกสวย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาลพม่าคือความมั่นคง ในขณะที่นางอองซาน ซูจี บอกว่าขาดการปรองไม่ได้ แต่ตนเชื่อว่าซูจีไม่ได้อยากปรองดอง อย่างไรก็ตามประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุดคือ ภาพลักษณ์ต่อนานาประเทศ รัฐบาลพม่าไม่มีวันปล่อยชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระ แม้มีสนธิสัญญาปางโหลง แต่ตนมั่นใจว่าประเด็นนี้จะยังอยู่ไปอีกนาน เพราะกองทัพพม่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากท่องอยู่อย่างเดียวกับคำว่าความมั่นคง นอกเหนือจากนั้นคือสิ่งผิด ส่วนกรณีโรฮิงญา พม่าไม่ยอมรับว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศตัวเอง
“พม่าไม่ยอมรับว่าโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ จึงต้องใช้คำอื่นเรียกแทน เพื่อผลักออก เลยเรียกว่า เบงกาลี คือ คนที่มาจากแคว้นเบงกอล คนเหล่านี้ไม่มีสัญชาติ ดังนั้น การเข้าถึงระบบการศึกษา และอื่นๆ ก็เป็นศูนย์ นี่คือมาตราการที่พยายามกำจัดโรฮิงญาออกไปด้วยการจำกัดสิทธิบริการของรัฐ แล้วยังถูกบังคับให้เป็นแรงงาน แม้กระทั่งเด็ก 5 ขวบ ก็ต้องไปตัดหิน กะเทาะหิน สร้างทางโดยไม่ได้รับค่าแรง ไม่ทำก็ตาย หรืออาจถูกคุกคามทำให้มีคนโรฮิงญจำนวนมากต้องอพยพกลับไปบังคลาเทศ ปัญหาเหล่านี้มีมาโดยตลอดแต่ก่อนหน้าปี 2012 ประชาคมโลกยังไมได้สนใจ เพราะพม่าปิดประเทศ การรับรู้ข่าวสารจึงน้อย หลังจากนั้น เกิดจลาจลในยะไข่ มีโรฮิงญาเสียชีวิตจากการกวาดล้างของรัฐบาลพม่า 300 คนแต่ยังมีตัวเลขที่เราไม่รู้อีกเยอะ หลายแสนคนไม่มีทีอยู่ ต้องลอยคอในหาสมุทร และที่ผ่านมาซูจีไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องโรฮิงญา” นางลลิตากล่าว
และว่า ประเด็นโรฮิงญาเป็นปัญหาทางการเมืองที่ฝังลึก ไม่ใช่แค่เรื่องเชื้อชาติ ความรุนแรงต่อโรฮิงญา ได้รับการนับสนุนจากรัฐบาลพม่า แต่จะไม่สำเร็จเลยถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากรากหญ้า จนถึงผู้มีการศึกษา
“เคยโดนชาวพม่าถามหลายคนว่า จะรับโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในประเทศยูไหมล่ะ ? คำถามนี้แสดงให้เห็นเจตจำนงของทั้งชาวบ้านทั้งในระดับรากหญ้า จนถึงผู้มีการศึกษา คนรุ่นใหม่ รวมถึงกองทัพ หรือแม้แต่พระสงฆ์พม่าก็มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาโรฮิงญา ไม่ได้เป็นนอตราดามุส แต่อยากบอกว่า นี่จะเป็นปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลพม่าไปอีกนานแสนนาน ขนาดซูจีก็เอาไม่อยู่ แต่จะมองว่าเธอไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ เพราะความจริง ซูจีไม่มีอำนาจเต็มที่จะทำ การชนะการเลือกตั้งว่ายากแล้ว แต่การชนะใจและรักษาอำนาจที่มีอย่จำกัดก็ยิ่งยาก ทหารพม่าอ่อนไหวมากเรื่องความมั่นคง” อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มก. กล่าว
นายฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวในหัวข้อ “การก่อการร้าย มิติใหม่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์พม่า” ว่า การพูดซูจีในสังคมไทย ยังติดอยู่ในภาพลักษณ์ประชาธิปไตย แต่ในวงสากล ขบวนการที่กำลังก่อรูปปัจุบันและจะมีอิทธิพลเยอะมาก คือ ขบวนการทวงคืนรางวัลสันติภาพ เวลาคนพูดเรื่องความขัดแย้งชาติพันธุ์ มีความคลาดเคลื่อนเยอะ โดยมักนึกถึงแค่ประเด็นความขัดแย้งชาติพันธุ์ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่แค่ปัจจัยเดียว สำหรับในพม่า ตนมีข้อเสนอใหม่ในการทำความเข้าใจคือให้มองเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับท้องถิ่น รัฐ และภูมิภาค ส่วนตัวมองว่า ความท้าทายของพม่าคือต้องหาตัวกลาง ในขณะที่ทุกประเทศบอกว่านี่คือปัญหาภายใน
“ซูจี ไม่สามารถคุมกองทัพได้ อีกทั้งอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เข้าใจว่า ไม่ทันเกมกองทัพ และขาดความละเอียดละออในการมองความขัดแย้งชาติพันธุ์ กองทัพพม่าคงสบายใจว่า เผลอๆ ซูจีอนุรักษนิยมกว่าทหารเสียอีก การข่มขืน เผา ไล่รื้อ ไม่ได้เกิดเฉพาะปัจจุบัน แต่มีมานานแล้ว วิธีการศึกษาต้องเปิดใจว่ามีหลากหลายปัจจัยที่ส่วนต่อความขัดแย้ง มีทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและรัฐเครือญาติ เราต้องดูโครงสร้าง จะมองเห็นการขับเคลื่อนและทางออก อย่าเอาตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นจะว้าวุ่น เมาหมัด นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องของประเทศใครประเทศมัน ไม่สามารถใช้โมเดลที่อื่นได้ แต่เครื่องมือการศึกษาใช้ด้วยกันได้ การเซ็ตตัวของขบวนการก่อการร้าย จะมีการก่อตั้งในรัฐที่ล้มเหลว สำหรับกรณีพม่าชาติพันธุ์และศาสนากลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อน ในขณะที่กระบวนการกลายเป็นประชาธิปไตยยังไม่แล้วเสร็จ วิธีการมองการเมืองพม่า มี 3 ก๊ก ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ กองทัพ และอองซาน ซูจี แต่ละก๊กก็มีกลุ่มย่อย วงจรสันติภาพ มีการเจรจาหยุดยิงตั้งแต่ราวทศวรรษที่ 1980 แต่ในเอเชีย สนธิสัญญาแบบนี้ต่างจากสัญญาในยุโรป เพราะพอเอาเข้าจริง เป็นการเลือกหยุดยิงเป็นรายๆไป พอหยุดยิงกลุ่มนี้ก็ไปยิงอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ไม่เปิดหน้ารบทุกสนาม อันไหนเหนื่อยก็หยุดแป๊บหนึ่ง” นายฐิติวุฒิกล่าว
และว่า ในต้นปี 2560 เชื่อว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นหลายอย่าง เนื่องจากกลุ่มชาวกระเหรี่ยงจะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และยังมีวันชาติไทใหญ่ รวมถึงเรื่องของสนธิสัญญาปางโหลงอีกด้วย
นายศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวในประเด็น “โรฮิงญากับโลกมุสลิมและปฏิกิริยาต่อรัฐบาลพม่า” ว่า องค์การสหประชาชาติและการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมากกว่า 1 แห่ง ระบุตรงกันว่า โรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่มากที่สุดในโลก และถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทำให้ในระยะหลังมีหลายฝ่ายให้ความสนใจ โรฮิงญาคือปัญหาเรื่องคนไร้รัฐซึ่งมีเป็นล้านๆคนในยะไข่ ในจำนวนนี้ มีเพียง 40,000 คนที่ได้รับสัญชาติ ทำให้ส่วนที่เหลือ ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและสิทธิด้านต่างๆ อีกทั้งถูกกดขี่ ใช้ประโยชน์โดยพวกค้ามนุษย์ ปัญหาเรื่องโรฮิงญาหนักกว่าปาไลสไตน์ ซึ่งถูกยึดดินแดนตั้งแต่ปี 1948 กล่าวคือ เมื่อเกิดสงคราม ชาวบ้านอพยพไปเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านโดยมีทั้งสัญชาติและความหวังที่จะก่อตั้งรัฐเป็นของตนเอง
“แม้คนปาเลสไตน์จะถูกกดขี่ทำร้าย แต่ยังได้รับความช่วยเหลือจากประชาคมโลก ไปอยู่ตามแคมป์ผู้ลี้ภัยโดยมีสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก กระทั่งวันนี้ ปาเลสไตน์เป็นกลุ่มที่มีการศึกษามากที่สุดในโลกอาหรับ แต่พอมาดูโรฮิงญา ซึ่งถูกกดขี่มานาน ไม่ได้รับสิทธิ ไม่มีการศึกษา เป็นคนอ่อนแอมาก ถ้าเปรียบกับแคชเมียร์ แม้ถูกกดขี่เป็นพลเมืองชั้น 2 แต่ยังได้รับสัญชาติอินเดีย ในขณะที่โรฮิงญาไม่มีสัญชาติ ถูกจำกัดพื้นที่ จำกัดการแต่งงาน ห้ามมีลูกเกินสองคน และอื่นๆ นอกจากนี้ พักหลังมีการพูดถึงคำๆหนึ่งที่สำคัญ แม้จะรุนแรงแต่เป็นเรื่องจริงคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งกลุ่มฮิวแมนไรท์ วอช และแอมเนสตี้ พูดตรงกันว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งโดยปกติ มักเข้าใจกันว่าคือการฆ่าคนจำนวนมากเวลาเดียวกัน แต่ในรายงานของมหาวิทยาลัยเยล น่าสนใจว่ากรณีโรฮิงญาก็ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์เช่นกัน โดยมี 6 ขั้นตอน อาทิ ตีตราบาป, ลดทอนความเป็นมนุษย์, โดดเดี่ยวปิดล้อม, กำจัดทำลายล้างและลบประวัติศาสตร์โรฮิงญาในรัฐยะไข่ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้แก้ไขปัญหานี้ได้ยาก เพราะนี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วย เมื่อวานนี้มีการประชุมอาเซียนที่ย่างกุ้ง ได้ผลว่า พม่ายอมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากกลุ่มอาเซียนไปถึงโรฮิงญา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นว่าพม่าเริ่มยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิชนกลุ่มน้อย ถ้าไม่ยอมรับจะไม่นำไปสู่กระบวนการแก้ไข ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ความแตกแยกของอาเซียน” นายศราวุฒิ กล่าว
นายณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ กล่าวในหัวข้อ “การจัดระเบียบชายแดนกับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในพม่า” มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า กลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือโจมตีเมืองมูเซ ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่สำคัญที่สุดของพม่า ปัจจุบันยังมีการสู้รบกระจายตามเมืองต่างๆโดยรอบ ตัวเลขอย่างเป็นทางการมีผู้เสียชีวิต11 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ผลจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่นี้หยุดชะงักตั้งแต่มัณฑะะเลย์ขึ้นไปทั้งหมด กระทบหลายภาคส่วนโดยเฉพาะการค้าชายแดน ทั้งชาวพม่าและชาวจีน การปะทะกันในพื้นที่พม่าตอนเหนือไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก แต่เกิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2009 ทว่า ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่รอบนอก ไม่ใช่จุดสำคัญ และไม่ได้ส่งผลในวงกว้างมากเท่าครั้งนี้

