กรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พร้อมด้วยตัวแทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เพื่อนำเอกสารหลักฐานเรื่องส่วยสติกเกอร์ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีการส่งมอบให้กับพรรคก้าวไกล ไปส่งต่อให้กับ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ(จตช.) เพื่อตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมาย โดยพล.ต.อ.วิสนุ นำข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากนายวิโรจน์ มอบให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก 2 ชุด ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการจากสำนักงานจเรตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.ฎิษพจณ์ อิศรางกูล ณ อยุธยา ที่ปรึกษาคุณาวุฒิพิเศษ ตร. ประธานกรรมการ 2) คณะกรรมการจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก. ประธานกรรมการ ทางคณะกรรมการฯทั้ง 2 ชุด จะนำข้อมูลมาดำเนินการตรวจสอบแบบคู่ขนานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ผบก.ปปป.)รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) ลงนามคำสั่งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทางหลวงที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุกจำนวน 40 นาย ประกอบด้วย รอง ผกก. รอง สว. และ เจ้าหน้าที่ระดับชั้นประทวนให้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจทางหลวง (ศปก.บก.ทล.) ก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆเป็นไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้ง 40 นาย ที่ถูกย้ายครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็น รอง สว. และ เจ้าหน้าที่ระดับชั้นประทวน ที่เป็นหัวหน้าตู้ทางหลวงตามสถานีต่างๆ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวเมื่อเช้าวันเดียวกันว่า ขณะนี้คณะทำงานได้รวบรวมรายชื่อทั้งหมดส่งให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เป็นข้าราชการตำรวจยศตั้งแต่รองผู้กำกับการลงไป จนถึงชั้นประทวน รวม 40 นาย ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจทางหลวง (ศปก.บก.ทล.) ส่วนจะมีตำรวจยศสูงกว่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น เชื่อว่ามีแต่เป็นของหน่วยงานอื่นซึ่งคณะทำงานของ บก.ปปป. ก็จะทยอยสืบสวนขยายผลต่อไป
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ยืนยันคณะทำงานขยายผลสืบสวนมาโดยตลอด ไม่ได้นิ่งดูดายกับการแก้ไขปัญหา การสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจะดำเนินการไปเรื่อยๆ คนไหนมีพยานหลักฐานก็ดำเนินการไป คนไหนถูกพาดพิงแต่ผู้ประกอบการยังไม่กล้าให้การเป็นลายลักษณ์อักษรก็ว่าไป แต่ตำรวจก็จะพยายามรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่างให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น และจะมีคำสั่งในการดำเนินการออกมาเรื่อยๆ รวมถึงจะมีการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือถูกพาดพิงเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกแน่นอน เพราะเชื่อว่ายังไม่จบแค่ตำรวจ 40 นายนี้
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่าส่วนกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานมายื่นให้เพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับขบวนการรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนและส่วยสติ๊กเกอร์มีการมอบหมายให้คณะทำงาน บก.ปปป. ดูแลแทน ตนเองมีหน้าที่ดูแลคดีของตำรวจทางหลวง ดำเนินการแยกกันคนละส่วน แต่ยังมีการประสานข้อมูลกันตลอด ซึ่ง ปปป. ก็จะเป็นหน่วยงานหลักในการสืบสวนขยายผล ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีคำสั่งให้ใช้กำลังตำรวจอย่างเต็มในการคลี่คลายสถานการณ์ และสร้างกองบังคับการตำรวจทางหลวงขึ้นมาใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน
“ส่วนกรณีรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ บอกว่าหายไปนั้นตอนนี้ผมยังสับสนและยังไม่มีความชัดเจนว่ารถของกลางอยู่ที่หน่วยงานใดแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังพูดไม่ตรงกันและยังไม่มีความชัดเจน จึงยังไม่อยากด่วนสรุปตอนนี้ แต่ได้ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนร่วมกับกรมสรรพสามิต และประสานข้อมูลกันให้มีความชัดเจนก่อน และขอให้ทุกฝ่ายอย่ากังวล ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย” รักษาราชการแทน ผบก.ทล. กล่าว

