‘บิ๊กโจ๊ก’ ลุยเอาผิด ‘รอง ผบก.-ผกก.’ สั่งถอนอายัดบัญชี 176 ล. คาดเอี่ยวแก๊งจีนคอลเซ็นเตอร์
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่สมาคมพนักงานสอบสวน สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าผลการสอบสวนคดีอายัดเงินในบัญชีธนาคารกว่า 176 ล้านบาท ในพื้นที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นบัญชีของชายชาวเมียนมาที่เสียชีวิตและบัญชีดังกล่าวถูกอายัดไว้เป็นเวลานานหลายปีเนื่องจากพบเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด
ต่อมาพบข้อมูลว่า มีตำรวจระดับ ผกก.สภ.แห่งหนึ่ง ในจังหวัดพิจิตร สั่งเพิกถอนการอายัดบัญชี และมีกลุ่มบุคคลพาชายชาวจีนอ้างเป็นเจ้าของบัญชีไปขอทำสมุดบัญชีใหม่ โดยอ้างว่าเล่มเก่าหาย แต่จากการตรวจสอบของธนาคารพบว่า ไม่ใช่เจ้าของบัญชีตัวจริง จึงแจ้งตำรวจ สน.ทองหล่อ เข้าจับกลุ่มบุคคล 6-7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นสูตินรีแพทย์ชื่อดังระดับประเทศตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันพยายามลักทรัพย์และใช้ตราสัญลักษณ์ปลอม
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนพบมูลความผิดว่า ผกก.นายดังกล่าวมีการเรียกรับผลประโยชน์จากกลุ่มผู้ต้องหาจากการเพิกถอนบัญชี ส่วนรายละเอียดว่าเรียกเงินไปจำนวนกี่บาทไม่ขอเปิดเผย นอกจากนี้ยังพบว่ารองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ ผกก.นายดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องและรู้เห็น จึงเตรียมสรุปสำนวนพร้อมแจ้งข้อหากับ รอง ผบก.และ ผกก.ภายในสัปดาห์หน้า
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา พนักงานธนาคารกสิกรไทย สาขาเอ็มควอเทียร์ ได้แจ้งให้ตำรวจตรวจสอบ กรณีมีกลุ่มคนจีนอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของบัญชีหนึ่ง ได้นำเอาเอกสารเดินทางสัญชาติกัมพูชา มาติดต่อกับธนาคารประสงค์จะขอทำสมุดบัญชีเล่มใหม่ เพื่อจะใช้ในการถอนเงิน ซึ่งมีเงินอยู่ในบัญชีมากถึง 176 ล้านบาท แต่พนักงานธนาคารพบว่า ใบหน้าของคนที่มาติดต่อทำธุรกรรมดังกล่าวไม่ตรงกับใบหน้าของบุคคลเจ้าของบัญชี จึงได้แจ้งให้ตำรวจตรวจสอบ
โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มอบหมายให้ พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ทองหล่อ ตรวจสอบกลุ่มชาวจีนดังกล่าว เพื่อขยายผลจับกุม รวมทั้งตรวจสอบที่มาของเงินในบัญชีดังกล่าวว่าเงินจำนวนมากซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติ จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้มีความพยายามหลายครั้งในการมาขอถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว แต่ไม่สามารถหาเอกสารตามที่ธนาคารต้องการมายื่นได้ ซึ่งเกิดจากการทยอยโอนเงินสูงถึงหลักล้านบาทเข้าในบัญชีหลายครั้งตั้งแต่ปี 2561 คาดว่าจะเป็นเงินที่ได้จากกลุ่มคอลเซ็นเตอร์

