กลายเป็นข้อพิพาทอยู่กลายๆ สำหรับกรณีรถยนต์ “ป้ายทะเบียนจีน” ที่มีส่วนทำให้เกิดความวุ่นวายบนท้องถนนแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย บ่อยครั้ง
อย่างเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก Soemsak Lpps โพสท์คลิปวิดิโอเตือนภัยเหตุการณ์นักท่องเที่ยวจีนขับรถผิดเลนจนหวุดหวิดจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ และล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เฟซบุ๊ค Cm-Club.com ก็ออกมาโพสท์ภาพรถป้ายทะเบียนจีนกับรถมอเตอร์ไซค์ป้ายทะเบียนไทยซึ่งอยู่ในสภาพล้มคว่ำลงกับพื้นถนน นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงมารยาทการขับรถของนักท่องเที่ยวจีนที่คนไทยหลายคนอาจยังไม่คุ้นนัก รวมไปถึงความเหมาะสมในการอนุญาตให้รถจากต่างประเทศเข้ามาแล่นบนถนนในประเทศไทยได้ตามใจชอบ

ทั้งนี้ รถยนต์ป้ายทะเบียนจีนเหล่านี้ แล่นตรงมาจากเมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน สู่จังหวัดเชียงรายผ่านเส้นทาง R3A ด้วยระยะทาง 1,140 กิโลเมตร ก่อนจะท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคเหนือ โดยถนนสายนี้ ประเทศจีนใช้เพื่อเชื่อมระหว่างจีน ลาว และไทยเพื่อไปต่อยังมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าประเภทของสด อาหารทะเล ระหว่างจีน ลาว ไทย
สำหรับคนไทย หากอยากขับรถส่วนตัวไปยังประเทศจีนนั้น จะต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อน 3 เดือน ทั้งยังมีค่าวางเงินประกันสูงที่ด่านชายแดน โดยจะคืนให้เมื่อเดินทางกลับ แต่กลับกันหากคนจีนจะขับมาเที่ยวในไทยนั้นไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากใดๆ เลย
ต่อกรณีถนนสายดังกล่าว และความนิยมของคนที่นำรถเข้ามาใช้ในประเทศไทย

วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ประการแรกต้องเข้าใจก่อนว่าช่วง 10-20 ปีก่อนนั้น ถนนสาย R3A ก็ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว และเป็นถนนที่คนจีนนิยมใช้กันอยู่เนืองๆ เพียงแต่ในสมัยนั้น คนจีนยังไม่ได้มีฐานะดีอย่างในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จึงยังไม่มีรถส่วนตัวขับ ปัญหาที่ปรากฏจึงน้อย ขณะที่ระยะหลังนั้น นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับประชากรชาวจีนที่มีฐานะดีขึ้น ซึ่งอยากขับรถส่วนตัวเข้าประเทศไทย
“ประเด็นที่ก่อปัญหาคือ คนจีนบางกลุ่มชินในการขับรถชิดขวา เพราะที่จีนเขาขับรถชิดขวา ซึ่งเรื่องแบบนี้เรามองได้สองแง่ คือเขาทำด้วยความเคยชิน ไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเผลอเรอ อีกแง่หนึ่งคือเป็นความมักง่าย แล้วเท่าที่ทราบ คนจีนสวนใหญ่รู้ว่ากติกาการขับรถในไทยว่าขับชิดซ้าย”
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษาย้ำกว่า ไม่ได้เหมารวมคนจีนทั้งหมด เพราะคนที่ขับรถอย่างค่อนข้างมีมารยาทคือพวกแรลลี่ ซึ่งนัดมากันเป็นกลุ่มและเป็นนักขับรถที่มีวินัย ขณะที่คนที่มาเองอาจมีปัญหามากกว่า
“อยากเรียนว่า เขาไม่ได้เป็นเฉพาะเมื่อมาเมืองไทย อยู่จีนเขาก็เป็น” วรศักดิ์ให้ความเห็น ก่อนจะกล่าวถึงถนนสาย R3A ที่หลายคนมองว่าเป็นต้นทางที่นำรถจีนเข้ามาเต็มเมืองเหนือว่า เดิมทีถนนสายนี้อยู่ในแผนจะเปิดใช้ของสหประชาชาติมาหลายปี แต่กว่าสงครามจะสงบในแถบนี้ก็กินเวลานานจนโครงการล่าช้า
“R3A เป็นเส้นทางที่เกิดขึ้นใต้แนวคิดที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมีความคาดหวังว่าฐานะทางเศรษฐกิจของผู้คนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจะดีขึ้น ซึ่งในภาพรวมก็เป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่เราปิดกั้นหรือปฏิเสธไม่ได้คือ ตอนนี้ R3A ไม่ได้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจอย่างเดียวแล้ว แต่ยังเป็นเส้นทางที่ใช้ในการท่องเที่ยวด้วย” วรศักดิ์ กล่าว
คำถามที่ตามมาอีกต่อประกฏการณ์นี้ และผู้เกี่ยวข้องอาจต้องเร่งหาคำตอบคือ จะทำอย่างไรให้อุบัติเหตุลดน้อยลง?

