กมธ.แก้จน ดูงานจีนเจอโมเดล ‘มณฑลรวยช่วยมณฑลจน’ ชี้รัฐไทยไม่จริงจังปฏิรูปราชการ
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 11.00 น. กลุ่มสภาที่ 3 จัดงานเสวนา Speak วาระประเทศไทย เรื่อง “ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย กรณีศึกษาการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศจีน” โดยมีการถ่ายทอดสดทาง Facebook Live “สภาที่สาม – The Third Council Speaks”
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา หรือ กมธ.แก้จน กล่าวว่า คณะกมธ.แก้จน ได้ดูงานในประเทศจีนคือมณฑลกว่างซี กับมณฑลยูนาน ที่ 85 % เป็นพื้นที่ภูเขา มีที่ทำการเกษตรได้เพียง 5% ประชากรใน 2 มณฑลเทียบเท่ากับประเทศไทย ซึ่งพบว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้แก้ปัญหาความยากจนโดยเริ่มต้นจากความเป็นจริงของประเทศและแสวงหานวัตกรรมในการแก้ไขความยากจน มีการนำมณฑลที่ร่ำรวยมาช่วยมณฑลที่ยากจนผ่านการลงทุน โดยใช้ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งแม้เป็นเพียงระดับ ‘นครปกครองตนเอง’ แต่สถานะทางเศรษฐกิจหรือความร่ำรวยเทียบเท่ามณฑล ให้มาช่วยลงทุนในพื้นที่มณฑลยูนาน รวมถึงใช้ นครเชินเจิ้น ในมณฑลกวางตุ้ง ที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยี มาพัฒนาพันธุ์ข้าวและให้บริษัทเอกชนออกแบบพื้นที่เป็นรูปทรงที่สวยงามทั้งรูปแบบแปลงนาที่เหมือนมังกรและเทพแปดเซียนที่ชาวจีนนิยม ดึงดูดนักท่องเที่ยว เก็บค่าเข้าชมในราคาประมาณ 100 บาทไทย ทำให้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่มากกว่าการทำนาอีกด้วย มีการพัฒนาดอกมะลิหอม แปรรูปเป็น “ชาดอกมะลิ” คิดเป็น 80% ของจีนและ 60%ของโลก สร้างรายได้มหาศาลเข้าชุมชน เป็นการคิดเชิงธุรกิจในการแก้ปัญหาความจนและยังสะท้อนความกล้าหาญของจีน ที่แม้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ให้ระบบทุนนิยมเติบโตหรือนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รศ.ดร.สังศิต กล่าวต่อไปว่า อีกปัจจัยหลักที่ทำให้ความยากจนของจีนหายไป คือนโยบายของ ‘สีเจิ้นผิง’ ที่มุ่งเน้นการแก้จนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่คัดเลือกสมาชิกจากผู้ที่มีจิตใจอาสา อยากทำความดีให้ประเทศเข้ามาเป็นบุคคลากรและไม่มีค่าตอบแทนในฐานะสมาชิกพรรค แต่จะมีรายได้จากการประกอบอาชีพต่างๆโดยทั่วไป โดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีราว 96 ล้านคน จากประชากรกว่า 1,400 ล้านคน หรือไม่ถึง 10% แต่มีศักยภาพซึ่งรูปแบบและระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์จีนนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จะมีบทบาทและอำนาจนำรัฐบาลจีน อย่างการมีกระทรวงต่างประเทศซึ่งเป็นของรัฐบาลแต่ก็มีกระทรวงวิเทศสัมพันธ์เป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งกระทรวงวิเทศสัมพันธ์จะมีอำนาจตัดสินใจมากกว่า หรือ การมีฝ่ายทหารซึ่งขึ้นกับรัฐบาลแต่ก็มีฝ่ายการเมืองที่เป็นของพรรคหากจะมีปฏิบัติการทางทหารหรือเข้าสู่สงครามต้องผ่านฝ่ายการเมืองก่อน ดังนั้นในแง่นี้จึงเห็นว่าประเทศไทยสามารถเรียนรู้การพัฒนาจากประเทศจีนได้แต่ไม่สามารถลอกเลียนแบบหรือ copy ได้เนื่องจากมีระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน
“ความยากจนในจีนกับประเทศไทยมีความแตกต่างกันโดยคนจนในประเทศจีนอยู่ในพื้นที่กันดาร อย่างเช่น ในภูเขาเป็นพื้นที่ห่างไกล การแก้ปัญหา คือ การย้ายผู้คนลงมาอยู่ด้านล่างและหางานใหม่ให้ทำ ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแต่ก็รอดพ้นจากความยากจน ส่วนความยากจนในไทย คือ เกษตรกรที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีเกษตรกรไทยที่เข้าถึงแหล่งน้ำเพียง 20% เท่านั้นเป็นพื้นที่เพียง 1.5 ล้านไร่ ที่มีโอกาสได้น้ำอย่างเสถียร แต่ก็ถูกกำหนดโดยเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้น้ำ ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวนาต้องพึ่งพาน้ำฝนซึ่งมีความไม่แน่นอนและไม่มีโอกาสในการทำนาตลอดทั้งปีขณะที่ส่วนที่เข้าถึงแหล่งน้ำซึ่งสามารถทำนาได้หลายรอบต่อปีก็เผชิญปัญหาหนี้สินเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงและไม่สามารถกำหนดราคาเพื่อผลการเกษตรได้ เพราะถูกกำหนดโดยกลไกตลาด” รศ.ดร.สังศิตกล่าว
รศ.ดร.สังศิต กล่าวว่า ประชาชนจีนไม่ต้องห่วง 2 เรื่อง คื ออาหารและเครื่องนุ่งห่มที่รัฐบาลจีนให้หลักประกัน อีก 3 เรื่องที่รัฐบาลดำเนินการให้โดยที่ประชาชนไม่ต้องกังวลคือการศึกษาการสาธารณสุขและที่อยู่อาศัย ซึ่งหากบ้านหรือชุมชนชำรุดทรุดโทรมรัฐบาลจีนจะสร้างใหม่ให้ทันที
จากนั้น รศ.ดร.สังศิต กล่าวถึงการจัดการน้ำโดยสร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” ในประเทศจีน โดยฝายสูง 1.5-2 เมตร ส่วนที่ฝังใต้ดิน 4 เมตร ป้องกันไม่ให้น้ำไหลลอดใต้ฝายซึ่งจะทำให้ฝายพัง และด้านข้างฝายหรือ “หูฝาย” ทั้งด้านซ้ายและขวาข้างละ 4 เมตรป้องกันการกัดเซาะ ใช้ต้นทุนต่ำโดยใช้ดินเป็นส่วนประกอบหลัก คือ ดิน 20 ส่วนกับซีเมนต์ 1 ส่วน ใช้เวลาก่อสร้างไม่นาน หากบำรุงรักษาหลังฤดูฝนทุกปีจะมีอายุการใช้งานยาวนานมาก ซึ่งฝายแกนดินซีเมนต์นี้ให้ความแน่นอนในการมีน้ำเพียงพอต่อการทำการเกษตรในพื้นที่
ส่วนการผลักดันโครงการฝายแกนดินซีเมนต์ ของ กมธ.แก้จน ในวุฒิสภานั้น ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 600 จุดทั่วประเทศ คาดว่าปี 2567 จะได้ 1,000 จุดจากเดิมที่ประเมินว่าจะดำเนินการได้เพียง 500 จุดตลอดวาระการดำรงตำแหน่งเท่านั้น และจากต้นปี 2565-2566 นี้ พื้นที่ที่มีฝายแกนดินซีเมนต์ สามารถขจัดความยากจนไปได้ ไม่เพียงลดความยากจนอย่างที่ กมธ.ฯ เคยตั้งเป้าไว้จึงถือว่าได้เป้าหมายเกินคาดด้วย
“ความยากจนกับการทุจริตเกี่ยวโยงกัน ถ้าไม่จัดการข้าราชการที่ทุจริตโดยเฉพาะระดับสูงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศจีนให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจังกระทั่งบรรลุความสำเร็จได้ แม้ว่านักวิชาการตะวันตกให้ความเห็นซึ่งเป็นเพียงมายาคติไว้ว่ามี 2 เรื่องที่โลกใบนี้แก้ไขไม่ได้คือการทุจริตและความยากจน แต่ประเทศจีนได้ทำให้เห็นแล้ว ที่ผ่านมาในรอบ 30 ปีรัฐบาลไทยไม่เอาจริงเอาจังในการปราบการทุจริตรวมถึงการปฏิรูประบบราชการก็ไม่จริงจัง ดังนั้น การแก้ความยากจนและการทุจริตจะต้องใช้รัฐบาลที่เอาจริงเอาจังและมีความกล้าหาญที่จะกล้าปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะต้องกล้าทำลายระบอบอุปถัมภ์ พร้อมกันนี้ให้กำลังใจรัฐบาลที่มีความกล้าหาญในการปราบปรามทุจริตและแก้ไขปัญหาความยากจน” รศ.ดร.สังศิตกล่าว

