สถาบันนิติวิทยาศาสตร์-กรมพินิจฯ ชี้ผลวิจัย ‘นวัตกรรมการตรวจสารเสพติดในเส้นผม’ เครื่องมือ ‘ป้องกันปัญหาการกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน’ สถิติปี 2566 ลดลงสูงสุดกว่า 25% เป็นปีแรก เชื่อมั่น นวัตกรรมฯ เพิ่มคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างยั่งยืน
เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จัดประชุมถ่ายทอดผลการวิจัย “โครงการวิจัยการขยายผลนวัตกรรมการตรวจสารเสพติดในเส้นผม เพื่อป้องกันปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน” ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม จากการสนับสนุนงบประมาณของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การจัดประชุมมีผลสืบเนื่องจากการดำเนินงานด้านการตรวจพิสูจน์สารเสพติดในเส้นผมในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ปี 2561 ดำเนินโครงการวิจัย ระยะที่ 1 เรื่อง “การพัฒนาระบบป้องกันการเสพติดซ้ำของเด็กและเยาวชนโดยการตรวจสารเสพติดในเส้นผม” พบว่า ในปี 2562 สถิติตรวจพบสารเสพติดของเด็กและเยาวชนในความดูแลของศูนย์ฝึกฯ ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
นายไตรยฤทธิ์กล่าวต่อว่า ระยะที่ 2 เรื่อง “การยกระดับความร่วมมือด้านการใช้เทคนิคการตรวจสารเสพติดในเส้นผมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการเสพซ้ำของเด็กและเยาวชน” เป็นการยกระดับความร่วมมือด้านการตรวจสารเสพติดในเส้นผม เพื่อใช้ในการป้องกันการเสพซ้ำของเด็กและเยาวชน โดยการดำเนินการจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) ด้านการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และกรมคุมประพฤติ พร้อมทั้งดำเนินการนำร่องการตรวจพิสูจน์ฯ ในกลุ่มเด็กและเยาวชนจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการขยายผลนวัตกรรมการตรวจสารเสพติดในเส้นผมเพื่อป้องกันปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่ประสบความสำเร็จในการขยายผลนวัตกรรมไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
นายไตรยฤทธิ์กล่าวต่อว่า จากการบูรณาการความร่วมมือของสองหน่วยงานหลัก ในการร่วมกันขับเคลื่อนขยายผลและต่อยอดนวัตกรรม เพื่อป้องกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในการตรวจการใช้ยาเสพติดของเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง โดยใช้เทคนิคตรวจสารเสพติดในเส้นผม ทั้งนี้ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหารือกับ นางอภิรดี โพธิ์พร้อม อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 1 ด้วยความตั้งใจนำไปใช้ในกระบวนการให้ศาลมีคำสั่งในการตรวจพิสูจน์ ซึ่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์มีความพร้อมรับข้อเสนอทุกอย่างที่ได้จากงานวิจัยที่นำไปสู่การปฏิบัติ โดยจะผลักดันด้านงบประมาณให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณประจำปี หรืองบของกระทรวงยุติธรรม
“โครงการวิจัยฯนี้ จะนำไปสู่การใช้จริงและถือเป็นภารกิจหลักสำคัญที่ไม่ทับซ้อนหน่วยงานใด ซึ่งจะดำเนินการให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ทั้งนี้ ขอให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่รัฐบาล ในการจัดสรรงบประมาณให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจพิสูจน์สารเสพติดในเส้นผม เพราะการตรวจสารเสพติดในเส้นผมเป็นการเพิ่มคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์” กล่าว
ด้านพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุมครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กรมพินิจฯให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือในการนำมาดูแลแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ในส่วนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 นั้น ความก้าวหน้าการนำมาใช้ในงานนิติวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมเห็นผลอย่างชัดเจนมากขึ้น ตรงนี้ต้องขอบคุณสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นห้องปฏิบัติการสำคัญที่สุดในการทำให้เครื่องมือมีประสิทธิภาพ และสามารถขยายผลการทำงานได้อย่างชัดเจนในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยสถิติทางผลการวิจัยที่เป็นรูปธรรม แนวโน้มการลดลงของเด็กและเยาวชนกลุ่มที่เป็นคดียาเสพติดของกรมพินิจ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมามีแนวโน้มลดลง โดยเชื่อว่าการใช้สารเสพติดในเส้นผมเป็นเครื่องมือสำคัญเครื่องมือหลักในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เราพยายามแก้ไข เมื่อเด็กออกไปอยู่ภายนอก เช่น การกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว การฝึกอาชีพ การไปเรียนหนังสือ เป็นต้น

“จากสถิติปี 2565 ช่วง 6 เดือนแรก การกระทำผิดซ้ำของเด็กลดลงเหลือ 15% ปี 2566 เป็นปีแรกที่กรมพินิจฯ มีสถิติการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชน ต่ำกว่า 20% ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับคดียาเสพติด เด็กที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด ลดลงใน 6 เดือนแรก เหลือ 25% จากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เกิดจาก องค์ประกอบของเครื่องมือที่ใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีนัยสำคัญว่าเรื่องการตรวจสารเสพติดในเส้นผมการแก้ไขบำบัดเด็กและเยาวชน ผ่านกระบวนการการศึกษา การฝึกอาชีพในสถานที่ทำงานอย่างจริงจัง รวมไปถึงจะนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในเรื่องของยาเสพติด นอกจากนี้ กรมพินิจฯก็ได้นำไปใช้อย่างจริงจังในด้านเศรษฐกิจที่แก้ด้วยการฝึกอาชีพผ่านกลไกการฝึกอาชีพจากผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ด้วยกลไกการตรวจสารเสพติดในเส้นผมที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมเด็กและเป็นเครื่องมือในการยืนยันให้สถานบริการ, สถานประกอบการ หรือธุรกิจเอกชนต่างๆ ได้ทำหน้าที่ในการฝึกอาชีพให้กับเด็กและเยาวชน นำเครื่องมือมาใช้และให้ความเชื่อมั่นว่าเด็กของเราที่ไปอยู่กับเขานั้นได้พยายามรักษาตัวเองไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างจริงจัง ดังนั้น เครื่องมือนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันกับบุคคลภายนอกได้อย่างชัดเจน” พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าว
พันตำรวจโท วรรณพงษ์กล่าวอีกว่า มิติต่อไปของโครงการวิจัยฯ โดยอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 1 มีนโยบายในการขยายผลนวัตกรรมการตรวจสารเสพติดในเส้นผม เพื่อป้องกันปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นภารกิจต่อไป โดยจะเริ่มนำร่องกับกลุ่มศาล จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลแขวงดอนเมือง และศาลแขวงธนบุรี ซึ่งจะนำเครื่องมือในการวิจัยไปใช้กับกลุ่มที่จะส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเริ่มจากการจัดทำบัญชีมาตรฐานโทษของภาค ซึ่งจะมีข้อยกเว้นคือการเสพยา กรณีเสพยา ครั้งที่ 1, 2 ยังสามารถผ่อนปรนได้ เพราะเราก็เชื่อว่าการเสพยาไม่ได้เลิกง่ายๆ ยังให้โอกาสได้ และจะมีการตรวจติดตามไปเรื่อยๆ แต่ถ้าถึงครั้งที่ 5 ศาลจะไม่ให้โอกาส ซึ่งได้กำหนดหลักการไว้ว่าจะไม่รอการลงโทษ เช่น กรณีที่เสพยาเสพติดประเภทหนึ่งเป็นครั้งที่ 5 หรือเป็นความผิดผู้ขับขี่เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ขับรถแท็กซี่สาธารณะ หรือเป็นความผิดเกี่ยวกับอื่นๆ จำเลยมีปัญหาใช้สารเสพติดและมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมากระทำความผิดซ้ำ จะส่งผลกระทบกับสังคมภายนอกอย่างรุนแรง ก็จะกำหนดไม่ให้รอการลงโทษ โดยขอย้ำว่าเครื่องมือนี้จะช่วยกำกับและมีประโยชน์ในการป้องกันสังคมได้อย่างเห็นผลชัดเจน
ด้าน นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา กล่าวว่า เรามีนโยบายในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำให้เด็กและเยาวชนให้เลิกเสพได้ ในอนาคตอยากให้มีการเซ็น MOU กันใหม่หรือเรื่องใดก็อยากให้มีผู้บริหารสำนักศาลยุติธรรเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งผมมองว่าไม่ใช่ประโยชน์ของนักวิจัย แต่เป็นประโยชน์ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประโยชน์ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการแก้ไขเด็กและเยาวชนมิให้กระทำผิดซ้ำไม่ใช้ตัดสินคดีอย่างเดียว การตัดสินคดีทำผิดมา ตัดสินไปมันง่าย แต่ว่าจะทำอย่างไรตัดสินคดีแบบไหน หรือว่าดำเนินการคดีแบบไหนที่ให้เด็กและเยาวชนไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ


