‘บิ๊กโจ๊ก’ ประสานเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เร่งตั้งคณะกรรมการกลาง เตรียมเปิดทรัพย์วัดบางคลาน ลดแรงปะทะของชาวพิจิตร นำวัดกลับเข้าสู่การดำรงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่ สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีวัดบางคลาน ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ภายหลังจากที่ผู้ว่าราชการออกมาแสดงความคิดเห็นว่านายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีส่วนเกี่ยวข้องและมีความผิดในคดีดังกล่าวว่า ตนได้มีการประสานเรื่องข้อมูลเรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ มีชายฉกรรจ์ 21 คน เข้าไปทำร้ายทุบตีในวัด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ได้ออกหมายจับและจับกุมหมดแล้ว รวมถึงจากการสืบสวนสอบสวนจนมีการขอออกหมายจับ ส.ว. รายดังกล่าว ปรากฏว่าศาลให้ออกหมายเรียกก่อนนั้น จึงได้เรียกตัวมาแจ้งข้อหา
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสำนวนเราเตรียมสรุปสรุปสำนวนเพื่อสั่งคดี แต่ในปัจจุบันนี้ขอแจ้งว่าที่วัดไม่มีชายฉกรรจ์แล้ว มีเพียงแต่เจ้าอาวาสที่เข้าวัดไม่ได้เพราะยังกลัวอยู่ ดังนั้น สิ่งที่จะทำต่อ คือ ส่วนหนึ่งได้นำเรียนกับเจ้าคณะใหญ่หนเหนือแล้ว เพื่อให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการ เนื่องจากเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และกำกับดูแลวัดในพื้นที่ภาค 6 จากนั้นเมื่อตั้งคณะกรรมการกลางแล้ว จะประสานไปยังกรมบังคับคดีเพื่อเปิดทรัพย์สินที่วัด เพราะขณะนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ส่งมอบทรัพย์สินและเปิดทรัพย์สิน แต่ที่ไม่สามารถเปิดได้เนื่องจากชาวบ้านมีความเคลือบแคลงสงสัย ดังนั้น จึงต้องตั้งคณะกรรมการกลางดังกล่าวขึ้นมา เพื่อเปิดทรัพย์สินร่วมกันและเมื่อเปิดแล้วทุกฝ่ายจะเห็นพร้อมกันว่าทรัพย์สินมีรายการหายหรือไม่ หากเปิดมาแล้วทรัพย์สินอยู่ครบ ก็จบ ข้อครหายุติ แต่ถ้าทรัพย์สินหายไป จะเป็นหน้าที่ของตนในการสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ใครที่มีอิทธิพล ทำตัวนอกกฎหมายจะต้องหยุด
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ส.ว.นั้น ทางผู้ว่าฯ คงมีข้อมูลรายงานจากผู้บังคับการตำรวจภูธรประจำจังหวัด แต่ตนไม่ได้มองว่าเป็นน้ำหนักทางคดี เพราะน้ำหนักทางคดีจริงๆ อยู่ที่การรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีมากกว่า และตนได้สั่งให้ไปรวบรวมค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบพิจารณาอีกครั้ง เพื่อดูว่าสำนวนคดีหรือพยานหลักฐานมีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องหนักใจอะไร ส่วนสาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เนื่องจากการดำเนินคดีอาจจะไม่ใช่หนทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ การที่ทำให้ทุกฝ่ายหายแคลงใจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ชาวจังหวัดพิจิตรมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และนักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าไปสักการะภายในวัดได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด

