เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ ผบก.ตม.1 พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา รอง ผบก.ตม.1 มอบหมายให้ พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวน.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวนฯ ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติในรอบเดือนมิ.ย. ตามนโยบาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.
พ.ต.ท.สุริยะ เปิดเผยว่าสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นางหมิง(นามสมมุติ)มีผู้เสียหายชาวจีนรายหนึ่งแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายไทเกอร์ (นามสมมติ) อายุประมาณ 40 ปี สัญชาติจีน เนื่องจากเมื่อต้นปี 2566 เข้าขอคำปรึกษาจากนายไทเกอร์ เกี่ยวกับช่องทางและโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอาคารชุดซึ่งคนต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ได้เนื่องจากไว้วางใจเห็นว่านายไทเกอร์ เป็นคนจีนเช่นกันมีที่พักและทำธุรกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มาก่อน หลังนายไทเกอร์ให้คำปรึกษาและชักชวนให้นำสกุลเงินดิจิทัลที่มีอยู่แต่ไม่สามารถนำมาทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ได้มาแปลงเป็นเงินบาทไทย โดยเมื่อวันที่ 15 ก.พ. จึงโอนเงินดิจิทัลสกุลดังกล่าวไปยังแพลตฟอร์มคริปโท ซึ่งนายไทเกอร์ อ้างว่าเป็นของพรรคพวกมูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท ต่อมานายไทเกอร์นำเงินสด 3 ล้านบาท มาคืนให้กับตนได้จริง ผู้เสียหายจึงเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อมาวันที่ 16 ก.พ. จึงโอนเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท หลังจากโอนนายไทเกอร์ ปิดกั้นทุกช่องทางการติดต่อไม่สามารถติดต่อได้และหลบหนีออกจากพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เสียหาย จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานศาลอนุมัติหมายจับ ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมาตำรวจกก.สืบสวน บก.ตม.1 สืบทราบว่านายไทเกอร์ หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ปริมณฑลจึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงหมายจับและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีต่อไป
พ.ต.ท.สุริยะ กล่าวอีกว่ารับมอบหมายและสั่งการจากผู้บังคับบัญชาสืบสวนปราบปรามและระดมกวาดล้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดโอเวอร์สเตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าบริเวณภายในสถานก่อสร้างไม่มีเลขที่ ซอยสวนผัก 34 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พบกลุ่มแรงงานต่างด้าวทำงานก่อสร้างอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าวโดยมีนายเอกชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ และนายอนุชิต (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ชาวจังหวัดชัยภูมิ แสดงตนเป็นผู้รับเหมาดูแลการก่อสร้าง จึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่และขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวของคนต่างด้าว รวมถึงใบอนุญาตทำงาน ผลการตรวจสอบพบมีบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและกัมพูชา 17 คน อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และทำงานไม่ตรงกับนายจ้างในปัจจุบันที่ระบุไว้ในเอกสารของคนต่างด้าว จึงแจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวทำบันทึกจับกุม ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

