ผลดีเอ็นเอ ชี้ ซากลูกเสือวัดหลวงตาบัวฯ ที่แช่แข็ง 6 ตัวมาจากนอกวัด กรมอุทยานเตรียมฟ้องเจ้าอาวาส ยันสัตวแพทย์

22.12.16 | 16:52 น.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวถึงกรณีการดำเนินการตรวจพิสูจน์ซากลูกเสือโคร่งแช่แข็ง ที่ตรวจยึดได้จากวัดหลวงมหาบัวญาณสัมปันโน จ.กาญจนบุรี ว่า ขณะนี้กรมอุทยานฯ ได้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอซากลูกเสือทั้ง 40 ตัวแล้วเสร็จแล้ว พบว่ามีลูกเสือจำนวน 15 ตัวที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยความเชื่อมโยงกับเสือทั้ง 147 ตัว ที่กรมอุทยานฯ ได้ยึดจากวัดหลวงตาบัว โดยในจำนวน 15 ตัวบางตัวหาพ่อเจอ แต่หาแม่ไม่เจอ บางตัวหาแม่เจอ แต่หาพ่อไม่เจอ ซึ่งทางวัดอธิบายว่าพ่อแม่เสือเหล่านี้ได้ตายไปแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลการตายให้กรมอุทยานฯ ทราบ จึงขาดข้อมูลหาความสัมพันธ์ทางดีเอ็นเอที่สมบูรณ์ฯ แต่เมื่อเสือตายแล้วทางวัดไม่แจ้งกรมอุทยานฯ ก็ถือว่ามีความผิด ที่สำคัญผลการตรวจสอบดีเอ็นเอซากลูกเสือจำนวน 6 ตัว จาก 15 ตัวพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ของทั้งพ่อแม่จากดีเอ็นเอของเสือทั้งหมด 147 ตัว ซึ่งผลดีเอ็นเอนี้เป็นข้อชี้ชัดว่าเสือเหล่านี้ไม่ได้เกิดที่วัด แต่เป็นเสือที่ทางวัดนำมาจากภายนอก ซึ่งอาจเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันโดยผิดกฎหมาย

นายอดิศร กล่าวว่า ขณะนี้กรมอุทยานฯ กำลังอยู่ระหว่างการเขียนสรุปหลักฐาน เรียบเรียงคำอธิบายเป็นหลักฐาน เพื่อให้พนักงานสอบสวนส่งฟ้องต่อไปคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ และสามารถดำเนินการส่งฟ้องได้ในเดือน มกราคม ปี 2560 โดยจะแจ้งข้อกล่าวหาต่อเจ้าอาวาสวัดหลวงตามหาบัวฯ เป็นจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งกรรมการมูลนิธิฯ กรรมการวัด และสัตวแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิดครอบครอบสัตว์ป่าและค้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายอดิศร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่าทางวัดหลวงตามหาบัวฯ ได้ขออนุญาตตั้งสวนสัตว์ และได้รับใบอนุญาตจากกรมอุทยานฯ แล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทางวัดหลวงตามหาบัวฯ ได้ทำเรื่องขอซื้อเสือจำนวน 105 ตัวจากสวนสัตว์แห่งหนึ่งใน จ.นครนายก ที่กำลังจะปิดกิจการลง และได้ทำเรื่องขออนุญาตเคลื่อนย้ายเสือมาที่กรมอุทยานฯ โดยกรมอุทยานฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากสวนสัตว์ของวัดหลวงตามหาบัวฯ ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงต้องพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะให้ย้ายเสือมาหรือไม่ ในขณะเดียวกันสวนสัตว์ที่ จ.นครนายกใบอนุญาตก็จะหมดอายุลง จึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง