จิตแพทย์ ชี้ ‘สังคมไทย’ เรียนรู้อะไรจาก ‘หยก’ แนะไม่ใช่หาคนผิด แต่ต้องคุยเพื่อหาทางออก ร.ร.เป็นผู้ใหญ่กว่า ควรอนุญาตให้เด็กได้เรียนก่อน
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ได้เขียนถึงกรณีของ “หยก” เยาวชนอายุ 15 ปี กับระบบการศึกษา ในหัวข้อ “สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรในเรื่องของ “หยก” ตอนที่ 2 : มองไปข้างหน้า” ว่า
คราวที่แล้วได้เสนอมุมมองปัญหาเยาวชนที่ขัดแย้งกับรร. โดยกล่าวถึงสาเหตุสำคัญคือ วิถีวัยรุ่นในการแสวงหาอัตลักษณ์และสังคมของตนเอง ซึ่งในบางกรณีอาจแสดงออกอย่างรุนแรง ประกอบกับความขัดแย้งในสังคม ที่ไม่ยอมรับ “ความเห็นต่าง” นำไปสู่การสร้างความเกลียดชังและข่าวลวง ที่ขยายไปอย่างรวดเร็วด้วยสื่อสังคม ทั้งยังเสนอมาตราการเชิงป้องกันที่สถานศึกษาควรทำ แต่ถ้ารุนแรงอย่างที่เป็นข่าว ก็ต้องมี “นักวิชาชีพ” เข้าไปดูแลและไกล่เกลี่ย
หากมองไปข้างหน้า ทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีสิ่งที่เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาคือ
1. นักวิชาชีพ เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ มีความสำคัญในการช่วยดูแลไกล่เกลี่ย เพราะเข้าไปด้วยความเป็นกลาง ไม่หาว่าใครถูกผิด จึงจะช่วยลดความขัดแย้งที่รุนแรง และหาทางออกร่วมกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง ในระหว่างนี้ ร.ร.ในฐานะเป็นฝ่ายผู้ใหญ่กว่า ก็ควรอนุญาตให้เด็กได้เข้าเรียนก่อน โดยสร้างความเข้าใจกับเด็กและผู้ปกครองอื่นๆ ในการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ต้องวิตกหวาดกลัว
2. เยาวชนที่มีความขัดแย้ง เช่น “หยก” จะต้องมีผู้ปกครองที่มีคุณสมบัติในการดูแลอย่างเหมาะสม หากพ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้ และผู้ที่อาสาเป็นผู้ปกครองยังไม่มีคุณสมบัติและวุฒิภาวะเพียงพอ ก็เป็นหน้าที่ของ “นักวิชาชีพ” ที่จะหาที่พัก/ผู้ปกครองที่เหมาะสม หากจำเป็นก็ต้องได้รับการวินิจฉัยจากศาลเยาวชนฯ
3. ผู้สื่อข่าวจะต้องหยุดการเสนอข่าวที่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของเยาวชน แม้การเสนอข่าวจะมีการเบลอหน้า แต่ด้วยระบบสารสนเทศในปัจจุบัน ก็ทำให้เชื่อมโยงถึงเยาวชนได้โดยไม่ยาก ทางที่ดีที่สุดคือ ยุติการนำเสนอ แต่หันไปสนใจกับปัญหาและสาเหตุในระดับสังคมที่ต้องแก้ไข
4. สื่อสังคมจะต้องไม่สร้างความเกลียดชัง เราควรพัฒนาไปถึงจุดที่ “ยอมรับความเห็นต่าง” โดยไม่สร้างความเกลียดชังอีกฝ่ายและไม่เสนอข่าวลวง (โดยอาจไม่รู้ตัว) เพื่อกล่าวร้ายอีกฝ่าย
5. ระบบการศึกษาจะต้องทบทวนตนเองครั้งใหญ่ ที่จะสร้างการเรียนรู้และดูแลเยาวชนในยุคใหม่ ต้องปรับหลักสูตรให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันสื่อ มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎกติกาอย่างสมเหตุสมผล ดูแลเยาวชนและครอบครัวที่มีปัญหาแต่เนิ่นๆ และส่งเสริมกิจกรรมให้เยาวชนได้พัฒนาตามความสนใจอย่างสร้างสรรค์

