‘กทม.’ มึนภาษีที่ดิน ฝาก4ข้อ รบ.ใหม่แก้

23.06.23 | 05:25 น.

‘กทม.’มึนภาษีที่ดิน ฝาก4ข้อ รบ.ใหม่แก้

เป็นอีกประเด็นที่ทีม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าเอาจริงเอาจัง นั่นคือ “ภาษีที่ดิน” ล่าสุดขณะเป็นประธานในการหารือเวทีสาธารณะหัวข้อ “ชำแหละกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและผลกระทบต่อรายได้ท้องถิ่น” ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา

ชัชชาติเพิ่ง “ของขึ้น” จากกรณีเจ้าหน้าที่โยธา สำนักงานเขตปทุมวัน เรียกฟันส่วยนับแสนจากผู้มาขอใบอนุญาตปรับปรุงก่อสร้างอาคารเมื่อช่วงต้นเดือน จึงขึ้นเวทีฟันฉับเน้นย้ำว่าต้อง “ลดการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่” เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น

“สำหรับ กทม.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็มีข้อดีหลายอย่าง 1.เชื่อว่าในอนาคต กทม.จะเก็บภาษีตรงนี้ได้มากขึ้น 2.ลดการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ก่อนเป็นการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในอัตรา 12.5% ของรายได้ ทำให้ต้องใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ เปิดช่องความไม่โปร่งใสได้ 3.สร้างแรงกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินว่างเปล่านำมาใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจมากขึ้น” ผู้ว่าฯกทม.ระบุ

ส่วนปัญหาที่พบของภาษีที่ดิน ชัชชาติมองว่าแม้ว่าจะเก็บภาษีได้เท่าเดิมแต่มีคนจ่ายภาษีน้อยลง โดยคนที่ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เช่น ห้างสรรพสินค้า หอพัก อพาร์ตเมนต์ แต่เสียภาษีน้อยลง ส่วนบ้าน ที่ดินรกร้าง เสียภาษีมากขึ้น

Advertisement

นอกจากนี้ การเปลี่ยนเกณฑ์การแบ่งที่ดินแปลงใหญ่ทำให้ที่ดินด้านที่ไม่ติดกับถนนมีราคาถูกลง เสียภาษีน้อยลง แต่ประชาชนที่มีที่ดินแปลงเล็กๆ เสียภาษีเพิ่มขึ้นตามราคาประเมิน รวมถึงที่ดินที่มีบ่อน้ำเสียภาษีเท่ากับที่ดินรกร้าง ทำให้มีการถมบ่อน้ำ ซึ่งจะมีผลกระทบการจัดการน้ำของเมือง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังไม่สามารถเก็บภาษีสิ่งควบคุมอาคาร เช่น เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ รวมถึงรัฐบาลกลางลดการเก็บภาษีที่ดิน 90% เป็นเวลา 2 ปี ทำให้ กทม.ขาดรายได้ประมาณ 25,000 ล้านบาท

ทั้งยังไม่ลืมอีกปมปัญหาที่ถูกนำมายั่วล้อบ่อยครั้ง คือคหบดี “ปลูกกล้วย” หรือทำเกษตรจำแลง บนที่ดินรกร้างกลางเมือง

ชัชชาติเผยว่า ตอนนี้ กทม.เก็บฐานข้อมูลภาษีที่ดินไปได้แล้ว 99% ซึ่งจะต้องเก็บภาษีให้เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ ยังพบตัวเลขการทำการเกษตรมากขึ้น จากปี 2565 มี 21,841 แปลง ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 30,553 แปลง ซึ่งเป็นช่องโหว่ของกฎหมาย โดย กทม.จะมีการปรับสีผังเมืองเพื่อให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า

กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงนำเสนอข้อมูลและผลกระทบที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยอุดช่องว่างที่ทำให้เกิดการเลี่ยงภาษีอย่างไม่เป็นธรรม

ข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วย 1.การทบทวนคำนิยามสิ่งปลูกสร้างให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เคยจ่ายภาษีให้ท้องถิ่น เช่น เสาสัญญาณโทรศัพท์ สาธารณูปโภคต่างๆ

2.ยกเลิกการอนุญาตให้นำที่ดินรกร้างมาปรับเปลี่ยนเป็นการเกษตรแบบเฉพาะกิจ

3.ยกเลิกการอนุญาตให้หอพัก หรือกิจการห้องเช่า บ้านเช่า จ่ายภาษีในอัตราของที่อยู่อาศัย

4.ทบทวนการประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และการนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการกระจายภาระภาษีอย่างเป็นธรรม และไม่ส่งผลทำให้รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงอย่างไม่สมควร

ย้อนไปก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ในกิจกรรมผู้ว่าฯสัญจร เขตพญาไท ชัชชาติเคยเผยถึงประเด็นข้อเสนอเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับว่าที่รัฐบาลชุดใหม่มาแล้ว โดยขอให้ทบทวนกฎหมาย หลังเก็บภาษีที่ดินจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ลดลงถึง 10 เท่า จึงนำมาซึ่งคำถามที่ว่า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำจริงหรือ?

เรื่องที่จะฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เดิม กทม.จัดเก็บโดยคิดจากรายได้ของกิจการ 12.5% เพื่อมาเป็นรายได้ของเขต แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรูปเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดตามมูลค่าที่ดิน ยกตัวอย่างเขตพญาไท ก่อนที่จะเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษี สามารถจัดเก็บได้ประมาณ 300 ล้านบาท แต่เมื่อเปลี่ยนรูปแบบภาษีทำให้จัดเก็บได้ลดลงเหลือประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ตอนแรกหวังว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ผู้ที่มีรายได้มากจะต้องเสียภาษีมาก แต่พบว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น เช่น ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเขตพญาไท เดิมเสียภาษี 10.7 ล้านบาท แต่เมื่อเก็บภาษีรูปแบบใหม่ เสียภาษีเพียง 1.08 ล้านบาท ลดลงถึง 10 เท่า

ผู้ว่าฯกทม.ยังยกตัวอย่างอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในเขตพญาไท เดิมเสียภาษี 11.49 ล้านบาท เพราะคำนวณจากค่าเช่าภายในสำนักงาน แต่เมื่อคิดภาษีรูปแบบใหม่ เสียภาษีเพียง 3.72 ล้านบาท เพราะคิดตามมูลค่าที่ดิน รวมถึงยิ่งเป็นอาคารเก่ามีค่าเสื่อมเยอะ ทำให้มูลค่าลดลงอีก ในขณะที่ห้องเช่าซึ่งเป็นอาคาร เดิมเก็บได้ 4.35 ล้านบาท ภาษีใหม่เก็บได้เพียง 7.68 หมื่นบาท รายได้หายไป 4.28 ล้านบาท เพราะเจ้าของย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในอาคารห้องเช่า จึงกลายเป็นที่อยู่อาศัยทำให้เสียภาษีในอีกอัตราหนึ่ง

เขตในตัวเมืองมีการจัดเก็บภาษีได้น้อยลงเพราะมีสถานประกอบการเยอะ แต่เขตชานเมืองเก็บภาษีได้มากขึ้นเพราะที่ดินหลายแปลงเป็นที่คนอยู่อาศัย กลายเป็นว่าคนที่มีที่ดินพร้อมบ้านพักอาจต้องเสียภาษีเยอะขึ้นทั้งที่ไม่ได้สร้างรายได้ บางคนถือที่ดินเปล่าที่พ่อแม่ให้มาส่งถึงลูกหลาน แต่ก่อนไม่ต้องเสียภาษีเพราะไม่มีรายได้ แต่พอมาเป็นภาษีที่ดินใหม่ต้องจ่ายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือคนรวย

“ต้องฝากถึงรัฐบาลและสภาชุดใหม่ไปช่วยทบทวนว่าการทำแบบนี้มีผลกระทบอย่างไร เป็นจุดที่เราจะลดความเหลื่อมล้ำได้จริงไหม” ผู้ว่าฯชัชชาติฝากไว้

ด้าน ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สจำกัด (AREA) ให้ความเห็นว่า ปัญหาหลักของเรื่องนี้คือ “ราคาประเมินและอัตราการจัดเก็บ”

ประเด็นปัญหาอยู่ที่ราคาประเมินของทางราชการต่ำกว่าราคาตลาดมาก ทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อย โดยเฉพาะที่ดินของผู้มีอันจะกินและชนชั้นสูง เก็บภาษีต่ำมาก แต่ในกรณีห้องชุด บ้าน และที่ดินทั่วไปในโครงการจัดสรรกลับประเมินใกล้เคียงความเป็นจริง ทำให้ประชาชนระดับล่างต้องแบกภาระภาษีมาก

“โสภณ” ยกตัวอย่างราคาประเมิน เช่น แถวสยามสแควร์ ราคาตลาดประมาณ 3,500,000 บาทต่อตารางวา แต่ราคาประเมินราชการอาจเพียงแค่ 1,000,000 บาทต่อตารางวาเท่านั้น จะเห็นว่าราคาตลาดสูงกว่าถึง 3.5 เท่า

การอ้างว่าราคาประเมินราคาที่ดินทางราชการต่ำเพื่อจะไม่สร้างภาระภาษีแก่ประชาชนเกินไป อาจไม่เป็นจริง เพราะถ้าเกรงประชาชนจะเสียภาษีมากก็อาจลดภาษีได้ แต่ควรมีราคาประเมินราชการที่ใกล้เคียงราคาตลาดจะได้ใช้อ้างอิงในการซื้อขาย

“การที่ราคาประเมินต่ำกว่าราคาตลาดมากทำให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ที่มีมูลค่าสูงมากโดยเฉพาะในกรุงเทพฯเสียภาษีน้อย ในทางตรงกันข้าม การประเมินราคาห้องชุดของประชาชนทั่วไป ราคาประเมินราชการกับราคาซื้อขายกลับค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทำให้ประชาชนเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าเจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ยิ่งในต่างจังหวัดยิ่งผิดเพี้ยนหนัก” ดร.โสภณระบุ

ดังนั้น กรมธนารักษ์ควรประเมินราคาที่ดินให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อจัดเก็บภาษีโดยไม่เหลื่อมล้ำ ส่วนการจัดเก็บภาษีอาจมีอัตราที่แตกต่างไป เช่น กรณีภาษีและค่าธรรมเนียมโอน แทนที่จะจัดเก็บ 1-2% ของราคาประเมินราชการ ก็อาจจัดเก็บ 0.01-0.05% ของราคาตลาด ประชาชนจะไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ไม่ต้องแอบเลี่ยงภาษี ในกรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจเก็บอัตรา 0.1% ของราคาตลาด ไม่น่าจะเป็นภาระแก่ประชาชนมากนัก

“รัฐบาลและกรุงเทพฯควรให้ความรู้แก่ประชาชนว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพียง 0.1% จะทำให้ท้องถิ่นเจริญ ราคาทรัพย์ของเราจะเพิ่มขึ้นปีละ 3-5% อยู่แล้ว ก็ยิ่งดีขึ้นอีก เท่ากับยิ่งให้ยิ่งได้อย่าเลี่ยงภาษี ส่วนภาษีโรงเรือนเดิมไม่เหมาะสม เพราะฐานภาษีไม่ได้ปรับปรุงมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้ให้เช่าแต่อยู่เองก็ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเช่นกัน” ดร.โสภณให้ความเห็น