รวบหนุ่มใหญ่หลอกขายพระเก๊ในเฟซบุ๊ก หนีไปอยู่กบดานเกาะลันตา กระบี่ เจอตำรวจถึงกับหน้าซีด
พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก, พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ, พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว ผกก.6 บก.ป, พ.ต.ท.อนุสรณ์ ทองไสย รอง ผกก.6 บก.ป., พ.ต.ท.ศิลป์ชัย ถวัลย์ภิญโย รอง ผกก.6 บก.ป., พ.ต.ท.กันตเมศฐ์ อัครโชควรานนท์ รอง ผกก.6 บก.ป., พ.ต.ท.วริศร มัจฉา รอง ผกก.6 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนําโดย พ.ต.ต.แดนรบ สมัยชูเกียรติ สว.กก.6 บก.ป., ร.ต.อ.ยุทธนา จิตจํานอง รอง สว.กก.6 บก.ป., ด.ต.พิพักษ์ ชินพงษ์, ด.ต.สมพงษ์ ศรีชู, ด.ต.จํารูญ ยุ่งยั้ง, ด.ต.มณฑล เสนี, ด.ต.วุฒิชัย เพ็ชรคงทอง, จ.ส.ต.สิรายุทธิ์ พุดดอกขาว, จ.ส.ต.สุทัส สุขกําเนิด, จ.ส.ต.ปรีชา สว่างรัตน์ และ ส.ต.อ.เกรียงไกร บัวศรี ผบ.หมู่ กก.6 บก.ป.
ร่วมกันจับกุมนายภราดร อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุงที่ จ 211/2566 ลง วันที่ 8 มิถุนายน 2566 ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงทรัพย์” ได้ที่หน้าร้านถ่ายรูป ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่
ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “พระใต้ สายตรง” ในกลุ่มจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับการซื้อขาย หรือให้ความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องสายใต้เป็นส่วนใหญ่ โดยกลุ่มดังกล่าวมี สมาชิกกว่า 1,000 คน
ต่อมาประมาณเดือนกันยายน 2564 ผู้เสียหายได้ทําการติดต่อซื้อขายพระเครื่องจากนายภราดร ผู้ต้องหา ซึ่งได้การประกาศขายในกลุ่มดังกล่าวและมีการรับประกันว่าพระเครื่องที่ผู้ต้องหาขายนั้นเป็นพระแท้ หากไม่แท้ยินดีคืนเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงตกลงซื้อขายและโอนเงินจํานวน 15,000 บาท
หลังจากนั้น นายภราดรจึงส่งพระเครื่องดังกล่าวไปให้ผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายได้รับแล้วปรากฏว่าพระเครื่องที่ได้รับนั้นเป็นพระเก๊ จึงติดต่อนายภราดร เพื่อขอเงินคืน แต่นายภราดรบ่ายเบี่ยงมา ตลอดจนบล๊อกเฟซบุ๊กหนี ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับสอบสวน สภ.นาขยาด จ.พัทลุง ต่อมาศาลจังหวัดพัทลุงได้อนุมัติหมายจับนายภราดร ว่องไวยุทธ์ ซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุงที่ จ 211/2566 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2566
จากการสืบสวนยังพบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมหลอกขายพระเก๊ให้กับสมาชิกในกลุ่มมาแล้วหลายครั้ง บางครั้งเมื่อมีการโอนเงินแล้วไม่ส่งพระให้กับลูกค้า บางครั้งพระเครื่องที่ส่งไปไม่ตรงปกกับที่ประกาศขาย
เมื่อผู้เสียหายติดต่อเพื่อขอเงินคืนกลับบล๊อกเฟซบุ๊กหนี พบว่ามีผู้เสียหายหลายรายที่ถูกผู้ต้องหา กระทําในลักษณะเช่นนี้ แต่เนื่องจากมีราคาไม่สูงมากจึงไม่อยากยุ่งยากในการติดตาม หรือแจ้งความใดๆ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตํารวจกองกํากับการ 6 กองบังคับการปราบปราม ได้ทําการสืบสวนติดตามจนกระทั่งได้เบาะแสว่า นายภราดรหลบหนีไปพักอาศัยอยู่ที่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่
เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงวางแผนนํากําลังลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่านายภราดรได้หนีมากบดานอยู่กับแฟนสาวที่ ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งแฟนสาวเปิดร้านเสริมสวย และผู้ต้องหาไม่ได้คบหาสมาคมกับผู้ใดเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่อยากให้คนทั่วไปรู้จักเกรงว่าจะรู้ถึงพฤติกรรมของตนเอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจพบตัวจึงได้เข้าทําการจับกุมตัวนายภราดร ขณะที่กําลังทําธุระอยู่ที่หน้าร้านถ่ายรูป ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เมื่อนายภราดรเห็นเจ้าหน้าที่ตํารวจถึงกับตกใจหน้าซีด
เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงเข้าจับกุมตัวไว้ได้พร้อมทั้งแสดงหมายจับของศาลจังหวัดที่ จ 211/2566 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ให้นายภราดรดู อ่านเอง พร้อมอ่านให้ฟัง ในชั้นจับกุมนายภราดรให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดจับกุมจึงได้นําตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาขยาด จว.พัทลุง เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคําให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นว่า ตนเองไม่ได้ประกอบอาชีพใด มีรายได้จากการประกาศซื้อขายพระเครื่องผ่านเฟซบุ๊กเพียงทางเดียวเท่านั้น และเนื่องจากพระเครื่องที่เป็นปัญหานั้น นายภราดรอ้างว่าตนได้ซื้อมาจากคนอื่นอีกถอดหนึ่งไม่ทราบว่าพระองค์ดังกล่าวเก๊ และเมื่อผู้เสียหาย ต้องการขอเงินคืนตนไม่สามารถนําเงินจํานวนทั้งหมดมาให้ได้ในคราวเดียว แต่มีการผ่อนจ่ายไปบางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือตนไม่มีเงินที่จะคืนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และตนเองไม่มีรายได้ประกอบช่วงเวลาดังกล่าว ตนเองป่วยเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลเกี่ยวกับโรคหัวใจจึงไม่ได้ทํางาน และไม่มีเงินที่จะคืนให้กับผู้เสียหายดังกล่าว จนกระทั่งมาถูกจับกุมตัวดังกล่าว

