‘พล.ต.อ.สมยศ’มอบรางวัลนำจับ3แสน ตร.หัวหมากออกหมายจับ11กองเชียร์จุดพลุแฟลร์

23.12.16 | 18:55 น.

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม ที่ สน.หัวหมาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย พร้อม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ รอง ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.หัวหมาก ร่วมกันประชุมติดตามความคืบหน้าคดีและมอบรางวัลให้กับชุดสืบสวนที่สามารถออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุจุดพลุแฟลร์ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ ซูซูกิคัพ ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ติดตามสืบสวนจับกุมผู้ก่อเหตุ ตนในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาขอชื่นชมและในวันนี้มามอบรางวัลให้กับชุดจับกุม หลังจากเคยบอกไว้ว่าจะให้รางวัลกับผู้แจ้งเบาะแสคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ หลังจากพนักงานสอบสวนออกหมายจับ 11 ราย จึงมามอบรางวัล 300,000 บาทตามที่ได้กล่าวไว้ อย่างไรก็ตามสำหรับบุคคลเหล่านั้นถือว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ทั้งที่รู้ว่าจะเกิดผลกระทบแต่ยังเจตนาที่จะทำ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น สำหรับมาตรการลงโทษของทางสมาคมที่มีต่อกลุ่มดังกล่าวนั้น ทางสมาคมจะยึดตั๋วฟุตบอลโซนดังกล่าวโดยจะนำไปแจกให้กับเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส จะยกเลิกไม่ให้กลุ่มดังกล่าวเข้าเชียร์ฟุตบอล ไม่ให้มีที่ยืนอยู่ข้างสนามอีกต่อไป เพราะถือว่ากองเชียร์ใดที่ไม่อยู่ในกติกาถือว่าเป็นเนื้อร้าย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดบทลงโทษทีมชาติไทย แต่ที่ผ่านมาพบว่าหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะมีโทษปรับหรือลงโทษโดยให้เล่นในสนามกลาง ตลอดจนห้ามไม่ให้เข้าแข่งขันในรายการต่างๆ นอกจากนี้ที่ประชุมสมาคมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนหากพบว่ามีข้อหาใดที่ต้องให้ทางสมาคมเข้าแจ้งความก่อน หรือกรณีที่สมาคมต้องถูกลงโทษให้ชดใช้ค่าปรับจากเอเอฟซี

ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า เบื้องต้นได้จับกุมแหล่งขาย 2 ราย และออกหมายจับตามภาพ 11 คนแล้ว ในจำนวนนี้รู้ชื่อเพิ่มแล้วหลายคน กำลังให้พนักงานสอบสวนขออนุมัติเปลี่ยนหมายจับจากจับตามภาพเป็นขอหมายจับตามชื่อในทะเบียนราษฎร์ ในส่วนของผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับไปแล้วได้ให้ชุดสืบสวนตามประกบอยู่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใคร ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเป็นบุคคลที่ตรงกับหมายจับหรือไม่ และต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการสอบปากคำก่อน อย่างไรก็ตาม หากมีหลักฐานเชื่อมโยงพบว่าผู้กระทำผิดมีมากกว่า 11 คน จะดำเนินการออกหมายจับเพิ่มอีก