วันที่ 23 ธันวาคม 2559 ที่ โฮงเฮียนแม่น้ำของ สำนักงานกลุ่มรักษ์เชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย นายหลิว ลีหัว รองประธานบริษัท CCCC Second Habor Consultant ซึ่งได้รับสัมปทานจากทางการจีนในโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และคณะรวม 5 คน ได้เดินทางเข้าพบนายนิวัฒน์ ร้องแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เพื่อชี้แจงถึงการสำรวจและระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง โดยนายหลิว ลีหัว ได้นำเสนอข้อมูลพาวเวอร์พอยต์โครงการและการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งที่จะดำเนินต่อไปในหัวข้อ Introduction of Preliminary Work of the Navigation Channel Improvement Project on the Lancang-Mekong River โดยมีตัวแทนจากกรมเจ้าท่า 5 คนมาร่วมสังเกตการณ์
นายหลิว กล่าวว่า หลังจากมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชน เกี่ยวกับความกังวลของประชาชนในท้องถิ่น จึงตัดสินใจเดินทางมากจากประเทศจีนเพื่อมานำเสนอข้อมูลและรับฟังคำเสนอแนะจากกลุ่มรักษ์เชียงของ โดยตนเองทำงาน ในโครงการปรับปรุงร่องน้ำฯ ในเฟส1 เมื่อ15 ปีที่แล้ว โดยเป็นผู้จัดการโครงการ และออกแบบโครงการ
นายหลิว กล่าวว่า เมื่อต้นปี ทางบริษัทได้ชนะการประมูล โครงการฯ ในระยะที่ 2 ได้รับงบประมาณดำเนินการในขั้นแรก คือออกแบบ สำรวจ และจัดการรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESIA) โครงการนี้เป็นของ 4 ประเทศ คือ จีน ลาว ไทย พม่า บริษัทมีหน้าที่ดำเนินการตามแผนหลักที่สี่ประเทศวางแผนไว้ งานเริ่มในเดือนเมษายน ซึ่งผู้แทน 4 ประเทศประชุมกันที่เมืองจิงหง สิบสองปันนา ต่อมาในเดือนสิงหาคม ได้เริ่มดำเนินการสำรวจ ยกเว้นพื้นที่พรมแดนไทย-ลาว เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้ทำการสำรวจ แต่รัฐบาลพม่า จีน ลาว อนุมัติให้ทำได้
“เราสำรวจทางตอนบนจากเชียงแสน และตอนล่างของเชียงของ เวียงแก่น จ.เชียงราย โดยแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรก คือ พรมแดนจีนพม่าลาว เหนือเชียงแสน ส่วนสองบริเวณพรมแดนไทยลาวยังไม่ได้ทำการสำรวจ และส่วนที่สามคือในลาวลงไปถึงหลวงพระบาง ได้ทำการสำรวจแล้ว ในเดือนพฤศจิกายน ได้เช่าเรือท้องถิ่น 3 ลำ ล่องไปตอนล่างเพื่อสำรวจในลาว การทำงานตอนนี้เป็นไปได้ด้วยดีเพราะได้รับการสนับสนุนจาก3 ประเทศ ยกเว้นไทย เรือเราทั้งหมด มีผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นเพราะโครงการทำโดย 4 ประเทศ และเราเป็นผู้รับงาน ในลาวส่วนใน มีเจ้าหน้าที่ลาวกระทรวงคมนาคม” นายหลิวกล่าว และ ว่า หลังจากเริ่มโครงการ 3 ประเทศยกเว้นไทยก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีสำหรับโครงการนี้ ในส่วนของไทย หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการแล้ว ก็หวังว่าจะเริ่มการสำรวจบริเวณพรมแดนไทยลาว และเริ่มเก็บข้อมูล รวมทั้งการศึกษาผลกระทบสิ่งแวลดล้อมโดยจะทำร่วมกับหน่วยงานไทย และการมีส่วนร่วม
ขณะที่วิศวกรของบริษัท กล่าวว่า ใน 4 ประเทศมีท่าเรือ 15 แห่ง ส่วนในเฟส 2 งานสำรวจโครงการระยะทาง 631 กิโลเมตร พรมแดนพม่าลาว 31 กม พรมแดนลาวพม่า234 กม พรมแดนไทยลาว 96 กม ยังไม่ได้รับอนุมัติ ในลาวลงถึงหลวงพระบาง 270 กม ที่ผ่านมาได้ทำการศึกษาทางวิศวกรรม สำรวจปลา และธรณีวิทยา ในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้เข้าสำรวจในลาว เรื่องปลา ระบบนิเวศ โดยดำเนินการตามระเบียบของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด แต่บริษัทไม่ได้ดำเนินการในไทย ทั้งนี้สรุปเฟสแรกที่ดำเนินการมาแล้ว ช่วงปี 2002-2004 พัฒนาปรับปรุง 11แก่ง ยกเว้นแก่งคอนผีหลง
“เกาะแก่งแม่น้ำโขงทั้ง 11 แห่งในช่วงปี 2001 เห็นได้ว่าหลังเฟสแรก การเดินเรือในแม่น้ำโขงเพิ่มมากโดยเฉพาะในลาว ไทยก็ใช้ท่าเรือเชียงแสน ในลาวเมื่อ 15 ปีก่อน โดยขณะนั้นเรือลาวมีจำนวนไม่มาก แต่ตอนนนี้เพิ่มขึ้นมาก และตอนเมษายนที่เราไปเยี่ยมชุมชนในลาวพบว่าชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น ชาวบ้านซื้อเรือ ขนส่งสินค้า ร่ำรวยขึ้นหากเทียบกับสิบห้าปีก่อน” วิศกรจีน กล่าว
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ขอบคุณนายหลิวและคณะที่ให้เวลามาอธิบาย ตนเข้าใจว่าจีนเห็นอย่างไรและเข้าใจในผลกระโยชน์ของจีน รวมทั้งเข้าใจโครงการของบริษัทฯที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น การจะระเบิดยังไงคงเป็นเรื่องวิชาการ รายละเอียด แต่ตนก็อยากพูดเรื่องประโยชน์ของ คนท้องถิ่น อันดับสองคือเรื่องที่เป็นห่วงคือจะเกิดอะไรบ้างหาก เอาหินผาพวกนี้ออกไป อยากฝากไปถึงรัฐบาลท่านคือที่ท่านทำมาไม่เคารพคนท้องถิ่นเลย เราไม่ได้ต่อต้านการเดินเรือค้าขาย แต่เราต่อต้านการค้าขายที่ไม่เป็นธรรม ที่คนท้องถิ่นไม่ได้รับความเป็นธรรม เราเองก็ได้ศึกษาในพื้นที่ที่ท่านจะดำเนินการมาตลอดเวลา และเราเห็นคุณค่าของระบบนิเวศ หินผา ดอน
“เรามีกระบวนการงานวิจัยของเรา ใครได้ใครเสียเราเข้าใจร่วมกันอยู่ แต่เราเชื่อว่าที่มีหนทางที่เราอยู่ร่วมกันได้ สิ่งไหนที่เลี่ยงได้ไม่ต้องทำลายคุณก็ต้องรักษาไว้ ทุกวันนี้ค้าขายมาถึงเชียงแสนแล้วไม่มีปัญหา แต่ธรรมชาติทรัพย์สินพวกนี้มีมูลค่าและคุณค่าของพวกเรา อาชีพใหม่ของพี่น้องเรา เชียงของคือเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมธรรมชาติด้วย สิ่งที่เราเป็นห่วงมาตลอดไม่ใช่ว่าเราคิดเอาเอง เรามีงานวิจัย มีองค์ความรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากทำขนาดนี้ เราเข้าใจว่าเกาะแก่งหนึ่งแก่งไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ แต่จากข้างบนถึงหลวงพระบางกี่แก่ง การทำลายระบบนิเวศ คือฆ่าแม่น้ำโขง ฆ่าสิ่งมีชีวิตแม่น้ำโขง และคนที่พึ่งพาด้วย เราคิดว่าเราอยู่ร่วมกันได้ หากรัฐบาลจีนปรับเปลี่ยนว่า น้ำขนาดนี้ จะใช้เรือย่างไร หากคิดใหญ่อย่างเดียว คนเล็กตายหมด แม่น้ำโขงควรเหลือไว้ให้คนท้องถิ่นด้วยให้เขาหาอยู่หากิน อยากฝากด้วยหัวใจของเรา ถึงแม้รัฐบาลจะพูดอย่างไร เราต้องลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองของเราแน่นอน”นายนิวัฒน์ กล่าว

