แจ้งจับตุ๋นลงทุนหุ้นบริษัทดัง เหยื่อ100ราย สูญ170ล้าน

23.12.16 | 19:19 น.

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 23 ธันวาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นางศรัณย์ภรณ์ ประคัลภกุล อายุ 61 ปี นักธุรกิจบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง พร้อมผู้เสียหาย รวม 13 คน เข้าพบ ร.ต.ท.ปพน บุญกล่ำ รองสว. (สอบสวน) กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอั้ม นามสมมุติ อายุ 52 ปี ในข้อหาฉ้อโกง หลังชักชวนให้ลงทุนเล่นหุ้นกับบริษัทอีเกิ้ลเกท จำกัด โดยอ้างว่าได้เงินปันผลดี แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เงินตามที่กล่าวอ้างไว้ มีผู้เสียหายกว่า 100 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 170 ล้านบาท

นางศรัณย์ภรณ์ กล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายอั้ม ที่ตนรู้จักมาประมาณ 2 ปี ชักชวนตนและเพื่อนๆให้ร่วมเทรดหุ้นกับบริษัทอีเกิ้ลเกท จำกัด เป็นบริษัทเทรดหุ้นตลาดโลก ที่กำลังจะเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย โดยขณะนี้มีสาขาทั้งหมด 5 แห่ง อาทิ เยอรมัน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาและอื่นๆ พร้อมระบุว่าหากลงทุนเทรดหุ้นกับบริษัทดังกล่าวจะได้รับเงินปันผล 5 เปอร์เซ็นต์จากเงินลงทุนทุกเดือน และหากสมาชิกเก่าท่านใดหาสมาชิกใหม่มาเพิ่มจะได้รับเงินค่าตอบแทนในการหาสมาชิกรายละ10เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เห็นว่าเป็นคนรู้จักกันประกอบกับได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาของบริษัทที่มาจัดที่ประเทศไทย จึงเกิดความเชื่อถือนำเงินมาร่วมลงทุนด้วย

นางศรัณย์ภรณ์ กล่าวต่อว่า โดยในส่วนของตนนั้นเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน โดยการโอนเข้าบัญชีของนายอั้ม ในช่วงแรกที่ลงทุนยอมรับว่าได้เงินปันผลมาทุกเดือน จึงตัดสินใจชักชวนเพื่อนๆในแวดวงนักธุรกิจและคนสนิทมาร่วมลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ กระทั่งเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนที่ผ่านมากลับไม่ได้รับเงินปันผลตามที่ตกลงกันไว้ จึงได้ทวงถามไปทางนายอั้ม ได้คำตอบว่า ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน พร้อมระบุว่าจะหาเงินมาเยียวยาให้ และนายอั้มยังยืนว่าตนเองเป็นผู้เสียหายเช่นกัน เพราะไม่ได้รับเงินจากบริษัทดังกล่าว แต่จนถึงตอนนี้พวกตนยังไม่ได้รับเงินที่นายอั้มรับปากว่าจะให้ และในส่วนของตนยังถูกผู้เสียหายรายอื่นที่ตนไปชักชวนมาร่วมลงทุนแจ้งความดำเนินคดีอีกด้วย วันนี้จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอั้ม และเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองก็เป็นผู้เสียหายเช่นกัน เพราะในส่วนของตนนั้นได้รับความเสียหายจากการลงทุนเทรดหุ้นครั้งนี้เป็นเงินกว่า10ล้านบาท หากรวมมูลค่าความเสียหายคนอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันจะมีมูลค่ามากถึง170ล้านบาทเลยทีเดียว

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้พิจารณา พร้อมสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด ก่อนนำเรื่องประสานส่งต่อไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการดำเนินการต่อไป