บพท.เล็งชงรบ.ใหม่-สภา แก้จนแบบเบ็ดเสร็จ 7 จังหวัดนำร่อง เผยเหตุความยากจน ปชช. 4 ภาค

27.06.23 | 15:45 น.
แฟ้มภาพ

บพท.เล็งชงรบ.ใหม่-สภา แก้ความจนแบบเบ็ดเสร็จ 7 จังหวัดนำร่องลบล้างความยากจนภายในปี  2570  พร้อมเปิดสาเหตุความจนปชช. 4 ภาค

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) รายงานสถานการณ์ความยากจน ปัญหาและทางออก ในเวทีสัมนาพหุภาคี “สู้ชนะความจน บนฐานพลังความรู้ พลังภาคี” ว่า งานแก้ปัญหาความจนและลดความเหลื่อมล้ำเป็นงานที่ยากมาก ต้องการองค์ความรู้จากงานวิจัยแบบชี้เป้า เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ขณะเดียวกันก็ต้องการกลไกกระบวนการการมีส่วนร่วมจากภาคีหลายภาคส่วนในพื้นที่ เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของการแก้ปัญหาคือการช่วยคนจนที่อยู่ล่างสุด ให้ลุกขึ้นช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วพัฒนายกระดับให้หลุดพ้นจากความยากจน ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า เหตุแห่งความจนในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน โดยภาคเหนือมีสาเหตุจากการขาดแคลนที่ดินทำกิน อันเนื่องมาจากเงื่อนไขสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา และขาดแคลนปัจจัยการผลิต ขาดทักษะด้านอาชีพ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสาเหตุจากการขาดแคลนแหล่งน้ำทางการเกษตร อีกทั้งระดับราคาพืชผลก็ขายได้ราคาต่ำ และมีการศึกษาน้อย ขาดทักษะด้านอาชีพ ส่วนภาคกลางมีสาเหตุจากการศึกษาน้อยและเผชิญภาวะยากจนเฉียบพลัน จากปัญหาสุขภาพและภัยธรรมชาติ สำหรับภาคใต้ มีสาเหตุจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่นคงด้านรายได้และอาชีพ

ดร.กิตติ กล่าวว่าเมื่อสังเคราะห์มิติความยากจนโดยรวมแล้ว พบว่าคนจน ส่วนใหญ่จะมีระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ปัญหาด้านทุนมนุษย์ คือมีการศึกษาน้อย มีทักษะด้านอาชีพต่ำ และสุขภาพไม่แข็งแรง รองลงมาคือทุนกายภาพ ที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของที่อยู่อาศัย และที่บริการโครงสร้างพื้นฐาน บริการสาธารณูปโภคเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย ขณะที่ปัญหาด้านทุนทางการเงิน คือการมีภาระหนี้สิน ขาดแคลนเงินออม และขาดทรัพย์สินที่เป็นปัจจัยการผลิต เป็นปัญหาลำดับที่ 3 ส่วนปัญหาทุนทางสังคม อันเนื่้องมาจากการเข้าไม่ถึงบริการสวัสดิการภาครัฐ เป็นปัญหาลำดับที่ 4 และปัญหาทุนธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทำกิน เป็นปัญหาที่มีระดับความเข้มข้นต่ำสุด

ดร.กิตติ กล่าวด้วยว่า ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิ.ย. บ่งชี้ว่าผลลัพธ์จากการบูรณาการฐานข้อมูล และการแก้จนภายใต้กลไกกระบวนการการมีส่วนร่วม สามารถให้ความช่วยเหลือคนยากจน ใน 20 จังหวัดนำร่อง ที่มีระดับความเข้มข้นของปัญหาความจนสูงสุดคือแม่ฮ่องสอน ลำปาง พิษณุโลก เลย สกลนคร มุกดาหาร ศรีสะเกษ นครราชสีมา อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยนาท พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ผ่านระบบการส่งต่อ และผ่านโมเดลแก้จน ไปแล้วกว่า 121,935 ครัวเรือน หรือ 1,039,584 คน

ดร.กิตติกล่าวว่า ทั้งนี้ บพท. เตรียมเสนอแนวทางการแก้ปัญหาเชิงนโยบายของความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยต่อรัฐบาล และรัฐสภา รวม 5 ข้อ คือ 1.คงกลไกศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือ ที่ควรจะมีนโยบายจัดทำกลไกบูรณาการแบบนี้ต่อเนื่อง และควรเพิ่มหน่วยงานเจ้าภาพเพื่อร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ องค์กรชุมชน ภาคประชาชาสังคม และบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา/มหาวิทยาลัย 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ 3.การจัดสวัสดิการภาครัฐ รัฐควรจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า โดยใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลชี้เป้าที่มีความแม่นยำ 4.ระบบข้อมูล เพื่อชี้เป้าหมายในระดับพื้นที่ ควรดำเนินการด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน และมีการบริหารจัดการจากคนในพื้นที่ และ 5.การเสริมพลัง โดยให้คนยากจนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหาความยากจนด้วยตนเอง

Advertisement

นอกจากนี้ยังขอความอนุเคราะห์จากผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัด คือ ลำปาง กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด พัทลุง ปัตตานี และยะลา เป็นจังหวัดนำร่องจัดทำ Sandbox เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนให้เสร็จสิ้นภายในปี 2570 โดยมีเป้าหมายให้ครัวเรือนยากจนในระดับ 20% จากล่างสุดสามารถเข้าถึงบริการ และได้รับโอกาสต่าง ๆ 100%

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความจน ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันยังพบว่ามีช่องว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายปัจจุบันเน้นการแก้ปัญหาความยากจนที่ตัวบุคคล ไม่ได้เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมในสังคม ควบคู่กับการเสริมพลังกลุ่มยากจนและกลุ่มเปราะบางควบคุมกันไป

อย่างไรก็ดี ได้มีข้อเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างที่จะช่วยเสริมพลังทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ประกอบด้วย 1.ด้านการศึกษาและการทำงานของคนจน โดยปฏิรูปการศึกษา ยกระดับแรงงาน ค่าจ้างที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้แรงงานมีการพัฒนาความสามารถและเข้ามามีส่วนร่วม 2. ด้านสวัสดิการ การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่อย่างมีสุขภาวะที่เหมาะสม เชื่อมฐานข้อมูลสวัสดิการและพัฒนาช่องทางการเข้าถึงสิทธิ์ มีกองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพที่มีมาตรฐานการกลางและเป็นธรรม จัดระบบจัดการรายได้ยามชรา และสนับสนุนนโยบายและมาตรการทางภาษีที่เป็นธรรม และ 3. ด้านกฎหมายและการกระจายอำนาจ ให้การบริการสาธารณะในพื้นที่เป็นอำนาจของท้องถิ่น

นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและส่งเสริมความรู้ผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มความยากจน ภายใต้พลวัตเศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ปัจจัยที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยในไตรมาส 3 ปี 2565 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 87% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ต้องไม่สูงกว่า 80% ยิ่งกว่านั้นหนี้เสียหรือ NPL ในระบบสถาบันการเงิน ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากระดับ 7.3 % ในปี 2563 ขยับเป็น 12.1% ปี 2564 และมาอยู่ที่ 15.6% เมื่อปี 2565

“กรณีหนี้เสีย รวมทั้งหนี้ครัวเรือน หากไม่ได้รับแก้ไขจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน อีกทั้งยังจะเป็นชนวนเหตุนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสังคม” นายจิตเกษม กล่าวและว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนควรต้องดำเนินการ ให้สอดคล้องกับสถานะกลุ่มหนี้ โดยหนี้เสีย ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด และกระจุกตัวอยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ควรพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ หรือไกล่เกลี่ยหนี้ สำหรับกลุ่มหนี้เรื้อรัง ที่ลูกหนี้มักเลือกจ่ายขั้นต่ำ ทำให้ระยะเวลาการเป็นหนี้ยาวนาน ควรพิจารณาแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ ส่วนกลุ่มลูกหนี้ใหม่ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องกวดขันสถาบันการเงินให้อนุมัติสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ คำนึงถึงศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี้

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การแก้ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่ยากเพราะต้องทำทั้งการแก้ความยากจนในระดับบุคคลไปจนถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำลง ที่ผ่านมารัฐบาลมีการใช้เงินในการแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำถึงปีละประมาณ 8 แสนล้านบาท โดยเป็นงบประมาณที่ใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำโดยตรงประมาณ 5 แสนล้านบาท และอีก 3 แสนล้านบาทเป็นงบประมาณที่ทำให้โครงการพิเศษแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศได้อย่างได้ผล