จับผัว-เมียไต้หวันตีเนียนเปลี่ยนสัญชาติหนีคดีฉ้อโกง 20 ปีซุกไทย เสียหายกว่า 4,000 ล้าน

28.06.23 | 12:35 น.

จับผัว-เมียไต้หวันตีเนียนเปลี่ยนสัญชาติหนีคดีฉ้อโกง 20 ปีซุกไทย เสียหายกว่า 4,000 ล้าน

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวจับกุม MR.GOLDEN (นามสมมุติ) อายุ 64 ปี สัญชาติจีน (ไต้หวัน) และ MRS.MIUKI ภรรยา อายุ 57 ปี สืบเนื่องจากก่อนจับกุม สตม.รับการประสานงานจากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กรณีผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ทั้งสองราย ร่วมกับพวกมากกว่า 10 คน ซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ก่ออาชญากรรมหลอกลวงประชาชน และหลบหนีออกนอกประเทศเป็นเวลามากกว่า 20 ปี

ต่อมาทาง บก.ตม.1 พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ พ.ต.อ.กาจภณ จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 นำชุดสืบสวนเฝ้าติดตามสืบสวนหาข่าวจนพบเบาะแสว่าผู้ต้องหาเดิมเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) หลบหนีหมายจับมาพำนักในประเทศไทย แต่คิดอุบายในการปกปิดตัวตนโดยเดินทางไปประเทศเบลีซ ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กริมทะเลแคริบเบียน ทวีปอเมริกาเหนือจนได้รับสัญชาติและหนังสือเดินทางของประเทศเบลีซ เปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่ เพื่อให้ยากต่อการระบุตัวตนและการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเดินทางเข้าประเทศไทยวันที่ 18 ก.ค.61 โดยใช้หนังสือเดินทางประเทศเบลีซ และยื่นคำร้องขอเปลี่ยนการตรวจลงตราเป็นประเภท PE โดยเป็นสมาชิก THAILAND PRIVILEGE CARD บก.ตม.1 จึงดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และสืบสวนหาข่าว

พล.ต.ต.พันธนะกล่าวว่า กก.สืบสวน บก.ตม.1 ทราบว่าทั้งคู่หลบซ่อนตัวอยู่ในคอนโดหรูแห่งหนึ่งย่านบางนา จึงเฝ้าติดตามสะกดรอยจนพบผู้ต้องหาทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ขณะกำลังพยายามหลบหนีที่บริเวณลานจอดรถคอนโดมิเนียมดังกล่าวจึงขอตรวจสอบ ผู้ต้องหาทั้งสองคนรับว่าตนเป็นบุคคลที่ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยจริง โดยในขณะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบนั้น บุคคลต่างด้าวทั้งสองมีการจองตั๋วเครื่องบินโดยสารและเก็บสัมภาระเตรียมเดินทางไปสาธารณรัฐสิงคโปร์ แต่มาถูกจับกุมก่อน

พล.ต.ต.พันธนะกล่าวอีกว่า สำหรับพฤติการณ์เบื้องหลังของการกระทำความผิดอันเป็นที่มาของการออกหมายจับของทางการสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในครั้งนี้นั้นในช่วงปี พ.ศ.2543 ผู้ต้องหาร่วมกับพวกเปิดบริษัท Lien-Chin-Wen holding company รู้จักกันในยุคนั้นในชื่อ บริษัท Richmon โดยกล่าวอ้างต่อสาธารณชนว่าบริษัท Richmon เป็นบริษัทลูกที่ก่อตั้งโดยธนาคาร Richmon ซึ่งอยู่ภายใต้องค์กรเจนีวายุโรป (Europe Geneva Corporation) ซึ่งเป็นเครือบริษัทการเงินการธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยอ้างว่าเป็นบริษัทที่ได้รับเอกสิทธิ์จากธนาคาร Richmon ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การซื้อขาย แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Currency Futures) และยังใช้วิธีการระดมทุนโดยการรับประกันผลตอบแทนต่อปี และได้ใช้วิธีนี้ในการดึงดูดนักลงทุน ซึ่งในระหว่างการลงทุน นักลงทุนจะได้รับใบแจ้งยอดกำไรขาดทุนที่บริษัทได้คำนวณไว้ให้ทุกๆ 2 เดือน โดยสร้างงบการเงิน และงบกำไรขาดทุนปลอม ให้ปรากฏว่าในทุกๆ 2 เดือน มีผลกำไรมากกว่า 4% หรือคิดเป็นก็คืออัตราผลตอบแทนที่ได้รับมากกว่า 24% ต่อปี แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 MR.GOLDEN กับพวก กลับแจ้งต่อผู้ลงทุนว่าบัญชีบริษัท Richmon ที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐลัตเวีย (Latvia) ถูกอายัด ทำให้นักลงทุนไม่มีช่องทางในการเรียกร้องค่าเสียหายและต้นทุนกลับคืนมา แต่จากการตรวจสอบพบว่าองค์กรเจนีวายุโรป (Europe Geneva Corporation) และธนาคาร Richmon นั้น ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่ระดับชาติ รวมแล้วมีเหยื่อผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนกว่า 4,000 คน และมียอดเงินลงทุนสูงถึง 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและหัวหน้าแผนกประสานงานอาชญากรรมประจำประเทศไทยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไต้หวัน ร่วมทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มา รวมถึงขั้นตอนการส่งตัวกลับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการต่อไป

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ห้วงระหว่างวันที่ 7-21 มิ.ย.66 พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ และ พล.ต.ต.พันธนะ สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ระดมกวาดล้างคนต่างด้าว ที่กระทำผิดกฎหมายโดยเน้นจับกุมคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) โดยทุกหน่วยใน สตม. ดำเนินการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่มาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรจำนวนทั้งสิ้น 10,701 ราย พบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) 861 ราย จึงจับกุมส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป รวมทั้งยังจับกุมบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 764 ราย และจับกุมในข้อหาช่วยเหลือซ่อนเร้นบุคคลต่างด้าว 15 ราย