‘ชัชชาติ’ ลั่น ต้องกล้าทำ ‘ศานนท์’ มั่นใจไม่ล้ำเส้นศธ. ‘ปลดล็อกชุดน.ร.’ เสียงของยุคสมัย ไม่เปลี่ยนก็เกิดแรงต้าน

28.06.23 | 16:15 น.

‘ชัชชาติ’ ลั่น ต้องกล้าทำอะไรใหม่ ‘ศานนท์’ มั่นใจไม่ล้ำเส้น ศธ. ออกหนังสือให้ชัด เลี่ยง ร.ร.ตีความกว้าง ปม ‘ปลดล็อกชุด น.ร.’ ไม่ห่วงเด็กแข่งแฟชั่น ยัน ‘เสียงของยุคสมัย’ ต้องเปลี่ยนแปลงสักวัน ไม่ทำอะไรจะเกิดแรงต้าน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยภายหลัง กทม.ทำหนังสือเวียนแนวทางการแต่งกายและทรงผมของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม.

อ่านข่าว : กทม. ปลดล็อกเครื่องแบบ ร.ร.ในสังกัด ‘แต่งชุดใดก็ได้’ 1 วัน ให้อิสระทรงผม ไม่ทำให้อับอาย

นายศานนท์กล่าวว่า หัวใจหลักมีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ทำให้เด็กไปโรงเรียนอย่างมั่นใจ ถูกสุขอนามัย โดยแต่ละโรงเรียนสามารถออกกฎระเบียบร่วมกับนักเรียน 2.เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดย กทม.ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในการจัดซื้อเครื่องแบบให้นักเรียนปีละ 2 ชุด คือชุดนักเรียน 1 ชุด ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ชุดพละ สลับกันปีละ 1 ชุด กทม.จึงออกแนวทางกลางๆ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ นักเรียนสามารถใส่ชุดอะไรก็ได้ที่สบายใจ อย่างชุดไปรเวต หรือชุดนักเรียน ชุดลูกเสือ ชุดพละ ซึ่งทางคุณครูสามารถนำโจทย์ตรงนี้มาให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยกัน

“ส่วนเรื่องทรงผม หัวใจหลักคือการไม่ลิดรอนสิทธิเด็ก เพราะเด็กบางคนถูกกล้อนผม โดนทำโทษ ทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ มีความเรียบร้อย เหมาะสม ถูกสุขลักษณะ สร้างความมั่นใจ แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของนักเรียนด้วย” นายศานนท์กล่าว

Advertisement

นายศานนท์กล่าวว่า ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติดังกล่าวทางคณะกรรมการของสถานศึกษา ต้องให้นักเรียนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีข้อกำหนดไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะบางโรงเรียนก็มีการสอนศาสนาด้วย ส่วนเรื่องการย้อมสีผมแล้วแต่ทางคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา

“สิ่งที่เราทำ ไม่ได้เกินสิ่งที่กฎกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถพิจารณาได้กันเอง แต่พอบอกกว้างไป บางทีแต่ละโรงเรียนพิจารณาไม่เหมือนกัน กทม.เลยออกบันทึกข้อความเพื่อให้มีความชัดเจน” นายศานนท์กล่าว

เมื่อถามว่า มีเสียงสะท้อนจากสังคมว่านักเรียนอาจจะมีค่านิยมแข่งขันเรื่องการแต่งตัว?

นายศานนท์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเสียงของยุคสมัย ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงสักวัน ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะเกิดแรงต่อต้านเยอะก็ได้ วันนี้เราเอาเรื่องนี้มาคุยบนโต๊ะ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเรื่องความเหมาะสมเป็นเรื่องของความเข้าใจตรงกัน

ด้าน นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการใช้ครั้งแรก ต้องมีการประเมินว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร กทม.พร้อมจะปรับปรุงให้ดีขึ้น

“แต่ถ้าไม่ได้ลองทำอะไรใหม่เลย สุดท้ายก็ไม่มีการคิด เด็กไม่ได้คิด ผู้ปกครองไม่มีส่วนร่วม กทม.ต้องกล้าทำในสิ่งที่ผิดไปจากเดิมมาก แต่ก็มีกรอบกติกาอยู่ สุดท้ายถ้าดีก็ทำต่อ ถ้ามีเรื่องปรับปรุงก็สามารถปรับปรุงได้ กทม.ยินดีรับคำติชมทุกอย่าง” นายชัชชาติกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.นั้น มีออกมาในช่วงวันที่ 23 มิถุนายน 2566 โดยเป็นบันทึกข้อความ ถึงผู้อำนวยการเขตระบุว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ส่งผมของนักเรียน พ.ศ.2563 พ.ศ.2566 ประกาศ ณ วันที่ 16 มกราคม 2566 นั้น เพื่อเป็นการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนจึงให้โรงเรียนจัดทำข้อกำหนดฯ ให้นักเรียนไว้ทรงผมได้อย่างอิสระบนพื้นฐานสุขอนามัยที่ดีสะอาดส่งเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจจากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ โดยในกรณีมีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจและตกลงร่วมกันแต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนเช่นการตัดผมทำให้อับอาย

ส่วนแนวทางการแต่งกายของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ฯลฯ ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จึงได้ให้โรงเรียนสังกัด กทม.จัดทำข้อกำหนดให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดใดก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนด จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ โดยในกรณีที่มีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้เป็นไปตามความประสงค์ของนักเรียนผู้นั้นที่จะสวมชุดนักเรียน ชุดพละ หรือชุดอื่นใดที่โรงเรียนกำหนดให้มีไว้อยู่แล้ว แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิสรีภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งให้คำนึงถึงอัตลักษณ์ ความหลากหลาย ความเชื่อทางศาสนา และเพศวีถีของนักเรียน