หน้าแรก ในประเทศ บริษัทปรับร่อ...

บริษัทปรับร่องน้ำโขงของจีนเต้น ส่งตัวแทนแจงชาวบ้าน กลุ่มอนุรักษ์สวนระบบนิเวศ-ท้องถิ่นตายหมด

24.12.16 | 15:40 น.
วันที่ 24 ธันวาคม จากกรณีชาวบ้าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย กังวลเรื่องเรือสำรวจแม่น้ำโขงคาดว่าเป็นสัญชาติจีน 3 ลำ เข้าไปจอดลอยลำชายแดนไทย-สปป.ลาว ฝั่งเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงกันข้าม อ.เชียงของ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาจึงสงสัยว่าจะมาสำรวจเพื่อระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงซึ่งชาวบ้านที่ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่เห็นด้วยนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมาได้ทำให้นายหลิว ลีหัว รองประธานบริษัท ซีซีซีซี เซ็คกันด์ ฮาเบอร์ คอนเซาแทนต์ จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนจากประเทศจีนที่ได้รับสัมปทานให้ดำเนินโครงการปรับปรุงร่องแม่น้ำโขงเพื่อเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำโขงพร้อมคณะ ได้เดินทางไปพบชาวบ้านในกลุ่มรักษ์เชียงของ ณ โฮงเฮียนแม่น้ำของ อ.เชียงของ เพื่อชี้แจงข้อมูลและหารือโดยมีนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเข้ารับฟังซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีการนำเสนอข้อมูลต่อกันก่อนจะแยกย้ายกันกลับ
นายหลิว ลี หัว และคณะให้ข้อมูลการดำเนินการเบื้องต้นว่า ทางคณะได้ทราบข่าวผ่านสื่อถึงความกังวลของชาวบ้านเกี่ยวกับเรือสำรวจแม่น้ำโขงดังกล่าว จึงได้ตัดสินใจเดินทางจากประเทศจีนเพื่อมาให้ข้อมูลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเป็นการเฉพาะ โดยโครงการนี้เป็นของ 4 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนคือ จีน สปป.ลาว ไทย และเมียนมา ขณะที่บริษัทมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดำเนินการตามแผนหลักที่ทุกประเทศดังกล่าวได้วางแผนเอาไว้ให้ โดยการดำเนินการได้เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาโดยมีผู้แทนจาก 4 ประเทศเข้าประชุมที่เมืองเชียงรุ้งหรือจิ่งหง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และในเดือน ส.ค.จึงได้มีการสำรวจแม่น้ำโดยยกเว้นพื้นที่ที่เป็นชายแดนไทย-สปป.ลาว เพราะรัฐบาลไทยยังไม่อนุญาตให้สำรวจ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาและ สปป.ลาวอนุมัติให้สำรวจได้ ดังนั้นที่ผ่านมาบริษัทจึงได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ ร่องแม่น้ำโขงทางตอนบน อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น ของไทย ร่องแม่น้ำโขงช่วงที่ติดกับ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น ของประเทศไทย และร่องแม่น้ำโขงที่อยู่ถัด อ.เวียงแก่น ของไทยเข้าไปใน สปป.ลาว จนถึงแขวงหลวงพระบาง ปัจจุบันจึงเหลือส่วนที่ 2 ที่ติดกับประเทศไทยทั้ง 3 อำเภอยังไม่ได้สำรวจ
“จนในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาได้เช่าเรือท้องถิ่น 3 ลำร่องไปสำรวจแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว ซึ่งการสำรวจเป็นไปด้วยดี โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้ง 3 ประเทศยกเว้นไทย แต่หากคณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเห็นชอบกับโครงการสำรวจนี้แล้วเราก็จะได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของไทย มีกิจกรรมที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสาธารณะได้ต่อไป” นายหลิวกล่าว และว่า เส้นทางเดินเรือตั้งแต่เมืองซือเหมา มณฑลยูนนาน-แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว มีความยาวทั้งสิ้น 890 กิโลเมตร (กม.) และตามแผนระยะที่ 1 จะมีการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อให้สามารถเดินเรือพาณิชย์ให้ได้น้ำหนักขนาด 150 ตัน แต่ปัจจุบันการขนส่งจากจีนตอนใต้ถึง อ.เชียงแสน ของไทย แต่เมื่อถัดจาก อ.เชียงแสน-หลวงพระบาง ทำได้ไม่เกิน 60 ตัน เพราะยังไม่มีการปรับปรุงร่องน้ำ มีเกาะแก่งหินซึ่งไม่สอดคล้องกับการพัฒนาระหว่างประเทศ จึงได้มีการสำรวจเพื่อดำเนินการดังกล่าว
สำหรับโครงการระยะแรกที่ดำเนินการไปแล้วมีขึ้นระหว่างปี 2545-2547 สามารถพัฒนาร่องน้ำไปแล้วจำนวน 11 เกาะแก่ง ยกเว้นแก่งคอนผีหลงติด อ.เชียงของ จ.เชียงราย ส่วนการดำเนินการระยะที่ 2 นี้มีเส้นทางสำรวจเป็นระยะทาง 631 กม. โดยอยู่ในเขตพรมแดนประเทศเมียนมา-สปป.ลาว จำนวน 31 กม. พรมแดน สปป.ลาว-เมียนมา จำนวน 234 กม. พรมแดนไทย-สปป.ลาว จำนวน 96 กม. ซึ่งพรมแดนท้ายสุดนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติ สำหรับพรมแดนที่อยู่ใน สปป.ลาวไปจนถึงหลวงพระบางมีจำนวน 270 กม. ได้สำรวจแล้วทั้งด้านวิศวกรรม สำรวจปลา ธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อมและสังคม ระบบนิเวศอื่นๆ จากนั้นจะจัดทำรายงานเพื่อเสนอดำเนินการขั้นต่อไปตามลำดั
201612241436321-20021028190531
ด้านนายนิวัฒน์ได้กล่าวขอบคุณคณะจากประเทศจีนนำโดยนายหลิว และแจ้งว่าพวกตนเข้าใจในโครงการของบริษัทและผลประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอันเกิดจากโครงการนี้ แต่ก็อยากให้ทราบถึงผลประโยชน์ของประชาชนชาวท้องถิ่นด้วยเพราะเท่าที่ฟังมามีแต่เรื่องผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนใหญ่ๆ โดยเฉพาะกับประเทศจีน และอยากให้ทราบว่าชาวบ้านกังวลเรื่องการเอาหินหรือเกาะแก่งในแม่น้ำโขงออกไปจะกระทบหนักทั้งริมฝั่ง พันธุ์พืช ปลา กระแสน้ำไหลเชี่ยวเพราะไม่มีสิ่งกำบัง
นายนิวัฒน์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งข้อมูลกับชาวบ้านเป็นตอนๆ ไม่ได้แจ้งทั้งหมด เพราะเราทราบมาว่าโครงการระยะสุดท้ายจะทำให้เรือขนาด 500 ตันแล่นได้ตลอดทั้งปีซึ่งก็จะกระทบหนัก เพราะที่ผ่านมาเราได้ศึกษาพื้นที่เป้าหมายของบริษัทแล้วได้เห็นถึงคุณค่าของระบบนิเวศ เกาะแก่ง หินผา ดอน ฯลฯ โดยมีการทำวิจัยเอาไว้แล้วและเห็นว่าหากจะอยู่ร่วมกันก็ต้องไม่ทำลายสิ่งที่ควรอนุรักษ์เอาไว้ด้วย ส่วนจุดที่จะพัฒนาก็พัฒนาไป โดยพบว่าปัจจุบันการขนส่งทางเรือแม่น้ำโขงจากจีนตอนใต้-เชียงแสน สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา และยังมีถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-ไทย เชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 ที่ อ.เชียงของ แต่หากปรับปรุงร่องแม่น้ำโขงจากเชียงของ-หลวงพระบาง ก็จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวได้
“เราเข้าใจว่าเกาะแก่งหนึ่งแก่งไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ แต่จากข้างบนถึงหลวงพระบางกี่แก่ง การทำลายระบบนิเวศคือฆ่าแม่น้ำโขง ฆ่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่กับแม่น้ำโขง ฆ่าคนที่พึ่งพาด้วย เราคิดว่าเราอยู่ร่วมกันได้ หากรัฐบาลจีนปรับเปลี่ยนว่า น้ำขนาดนี้จะใช้เรืออย่างไร หากคิดใหญ่อย่างเดียว คนเล็กตายหมด การค้าขายมีเต็มที่เราไม่ว่า แต่แม่น้ำโขงควรเหลือไว้ให้คนท้องถิ่นเอาไว้ทำมาหากินด้วย” นายนิวัฒน์กล่าว และว่า สำหรับข้อมูลอื่นๆ ทางกลุ่มจะได้ทำหนังสือถึงบริษัทเพื่ออธิบายให้เข้าใจอย่างละเอียดต่อไป