หมอออร์โธปิดิกส์ เผย ทุก 3 นาทีทั่วโลก เจอคนกระดูกหัก

30.06.23 | 12:57 น.

หมอออร์โธปิดิกส์ เผยทั่วโลกทุก 3 นาที เจอเคสกระดูกหัก แนะวัยหมดประจำเดือน เสริมแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม ป้องกัน 3 โรค

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ในงาน Thailand Healthcare 2023 “เกษียณสโมสร” งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ จัดโดย เครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโลกความสุขของคนรักสุขภาพวัยก่อนเกษียณ วัยเกษียณ และครอบครัวผู้ดูแล หลังไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. – วันที่ 2 ก.ค. 2566 เวลา 10.00 – 20.00 น.

ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กิจกรรมเวทีกลาง มีการเสวนาสุขภาพหัวข้อ “โรคกระดูกในผู้สูงอายุ” โดย ผศ.นพ.พิชยา ธานินทร์ธราธาร แพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาภรณ์

ผศ.นพ.พิชยา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอยู่แล้ว เพราะการแพทย์ที่ดีขึ้นทำให้คนอายุยืน ซึ่งผู้สูงอายุมักจะพบปัญหาโรคกระดูกและข้อ ซึ่งกระทบกับการใช้ชีวิต เช่น ข้อเข่าเสื่อม กระดูกหลังเสื่อม และภาวะกระดูกพรุน โดยวันนี้จะคุยกันทั้ง 3 โรค เริ่มจาก 1.โรคข้อเข่าเสื่อม ที่เกิดจากผิวกระดูกอ่อนเกิดความสึกหรอ

Advertisement

สาเหตุโดยตรงเกิดจากความเสื่อมของอายุ ที่สัมพันธ์กับการใช้งานสะสมตั้งวัยทำงาน บางรายมีความสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น โรคเกาต์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือจากการเกิดอุบัติเหตุ โดยจะมีสัญญาณเตือน คือ อาการปวดข้อ บางครั้งข้อยึดติด หรืออาจรุนแรงทำให้เข่าโก่ง อย่างไรก็ตาม โรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่จะพบมากในเพศหญิง มีความสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ และพบมาในผู้มีภาวะอ้วน

ดังนั้น หากเริ่มปวดเข่าเรื้อรังมากกว่า 3 – 6 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์กระดูก วินิจฉัยเพื่อรักษาโรค ส่วนการรักษานั้น มีทั้งการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยหากไม่ผ่าตัด ก็จะเน้นการออกกำลังกาย ทำกายภาพ บริหารกล้ามเนื้อต้นขา เช่น การยืดเหยียด ลดน้ำหนักตัวให้น้อยลง ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ส่วนการใช้ยาโดยแพทย์สั่งจ่ายก็จะมียากินลดการปวด แต่ก็ไม่ช่วยให้กระดูกอ่อนหายเสื่อม แต่ก็มียาบางชนิดที่ใช้รักษากระดูกอ่อนเสื่อมได้ แต่ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ขณะที่ การผ่าตัดข้อเข่า ที่ต้องใส่เหล็กดามในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยต้องดูแลและระมัดระวังตนเองหลังผ่าตัดมากเป็นพิเศษ ดังนั้น การผ่าตัดจะมีข้อบ่งชี้สำคัญ เช่น ปวดจนทนไม่ได้ เข่าโก่ง เหยียดหรืองอได้ไม่สุด

ผศ.นพ.พิชยา กล่าวต่อว่า 2.ภาวะปวดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เพราะหลังมีทั้งข้อต่อ กล้ามเนื้อ หมอนรองกระดูกสันหลัง ดังนั้น การปวดอาจไม่ได้เกิดจากกระดูกเสมอไป จึงต้องสังเกตอาการแล้วไปพบแพทย์วินิจฉัยว่าการปวดหลัง ชาร้าวลงขานั้นเกิดจากสาเหตุใด แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ การปวดหลังที่เกิดจากมะเร็งกระดูก หรือ การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง ซึ่งทำให้ผู้ป่วย ปวดมากๆ นอนหลับไม่ได้ แม้ไม่ได้ใช้งานหลังก็ยังปวดอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุจำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องท่าทางในการยกของ การใช้งานสันหลังหรือท่าทางในการนอน เพราะจะส่งผลต่อหมอนรองกระดูก อาจทำให้เสื่อม ฉีกขาดหรือหมอนรองกระดูกปลิ้นได้ในอนาคต

“สำหรับโรคมะเร็งกระดูก สังเกตได้คือ หากเริ่มมีอาการชา อ่อนแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่มีสาเหตุ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุการปวดหลัง แต่หากเป็นอาการปวดหลังทั่วไปนั้น ก็มีการรักษาอาการเบื้องต้น คือ การยืดเหยียดร่างกาย การใช้ยารักษา การใช้เครื่องช่วยพยุงหลัง การทำกายภาพ ฝังเข็ม ช็อกเวฟ โดยมีเพียง ร้อยละ 5 ที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัด หรือการใส่ใจเรื่องท่านอน ทำให้ให้สบายขึ้น ก็ให้หาหมอนรองใต้เข่า เพื่อลดการปวดหลัง ส่วนการยกของ ก็จะต้องยกของในลักษณะที่ของอยู่ชิดตัวมากที่สุด เพื่อให้ยกของได้โดยหลังยังตรงอยู่ และย้ำว่าต้องไม่ยกของโดยที่หลังยังงออยู่ และการนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง ควรให้หลังพิงกับพนักเก้าอี้ เพื่อป้องกันการนั่งงอตัว” ผศ.นพ.พิชยา กล่าว

ผศ.นพ.พิชยา กล่าวว่า และ 3.ภาวะกระดูกพรุน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะสับสนกับโรคข้อเสื่อม แต่โรคกระดูกพรุนจะมีความแตกต่างกับโรคข้อเสื่อม คือ โครงสร้างของมวลกระดูกหนาแน่นลดลง เกิดความอ่อนแอเหมือนฟองน้ำ ซึ่งกระดูกพรุนมี 2 ชนิด คือ ชนิดแรก เกิดในวัยหมดประจำเดือน ทำให้ภาวะกระดูกพรุนพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ชนิดต่อมาคือกระดูกพรุนจากสูงอายุขึ้น รวมถึงปัจจัยภายใน เช่น เชื้อชาติ กรรมพันธุ์ และปัจจัยภายนอก ที่พบมากในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาประจำตัว เช่น ยาสเตียรอยด์ การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้าและกาแฟ เป็นต้น

“มีข้อมูลว่าในทุกๆ 3 นาที ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน เพราะความแข็งแรงของกระดูกที่ลดลงมักไม่แสดงอาการ ทำให้ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัว และเมื่อกระดูกหักก็ส่งผลให้ผู้ป่วยติดเตียง และเสียชีวิตจากการติดเตียงมากขึ้นตามมา” ผศ.นพ.พิชยา กล่าว

ผศ.นพ.พิชยา กล่าวว่า สำหรับการตรวจหาภาวะกระดูกพรุน มีคำแนะนำในกลุ่มผู้เพศหญิงที่อายุมากกว่า 65 ปี และเพศชายที่อายุมากกว่า 70 ปี และเริ่มมีความเสี่ยง เช่น คนที่ผอมมากๆ ที่มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 19 มีประวัติมารดาเกิดภาวะกระดูกหัก ขณะที่ แนวทางการรักษาในปัจจุบันมีเป้าหมายในการลดการหักของกระดูก ซึ่งต้องอาศัยยาลดการสลายตัวของกระดูก ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาจ่ายให้กับผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตาม ที่เรารู้กันดีว่าแคลเซียมมีความสำคัญกับกระดูกมาก หากเริ่มอายุมากขึ้น ตั้งแต่วัยเริ่มหมดประจำเดือน ก็ควรเสริมแคลเซียมให้มากขึ้นมากกว่าวันละ 1,200 มิลลิกรัม ซึ่งแคลเซียมต่างๆ ก็ได้จากการรับประทานอาหาร และยาที่จ่ายโดยแพทย์

เมื่อถามถึงการรักษาด้วยเครื่องช็อกเวฟ หรือการฉีดสเต็มเซลล์ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ผศ.นพ.พิชยา กล่าวว่า การรักษาด้วยการใช้เครื่องช็อกเวฟ เป็นหนึ่งในวิธีการทำกายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดได้ แต่ไม่ทำให้กระดูกอ่อนกลับคืนมา ขณะที่การฉีดสเต็มเซลล์ที่มีการโฆษณาเยอะมากในปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับว่า ยังไม่มีข้อมูลการวิจัยทางการแพทย์ออกมาเป็นทางการ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จึงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยใช้วิธีนี้ในการรักษา

เมื่อถามถึงการใช้ยากลูโคซามีนในการรักษาข้อเข่าเสื่อม ผศ.นพ.พิชยา กล่าวว่า สำหรับยากลูโคซามีน แต่ละประเทศมีการยอมรับทางการแพทย์ต่างกัน อย่างบางประเทศสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา บางประเทศยังไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ป่วย ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้หลักฐานทางการแพทย์ในการตัดสินใจใช้ยากลูโคซามีน แต่สำหรับประเทศไทย หลาย รพ. มียากลูโคซามีนจ่ายให้กับผู้ป่วย ทั้งนี้ ต้องย้ำว่ายากลูโคซามีน แต่ละยี่ห้อมีส่วนประกอบต่างกัน ฉะนั้นไม่ใช่ทุกตัวที่ออกฤทธิ์ที่ข้อเข่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยยากลูโคซามีน ถือเป็นอาหารเสริมที่มีความปลอดภัยสูง แต่ราคาสูงเช่นกัน ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามในการรับประทาน ก็สามารถใช้เป็นอาหารเสริมได้ เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อทำให้ปวดน้อยลง ผู้ป่วยหายปวดข้อได้แต่ไม่ได้ช่วยให้กระดูกอ่อนหายเสื่อม