วันที่ 24 ธันวาคม 2559 นายสมลักษณ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ กล่าวสรุปผลการปฏิบัติการตรวจยึดจับกุม 11 รีสอร์ตนายทุนนอกพื้นที่ว่า ปฎิบัติตรวจยึดจับกุมรวม 3 วันตั้งแต่วันที่ 21-23 ธันวาคมที่ผ่านมา จับกุมรีสอร์ตเป้าหมายเพื่อดำเนินคดีได้ 8 รายผู้ต้องหา 3 ราย ส่วน 3 รายไม่ได้จับกุมดำเนินคดีเพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ ซึ่งก็ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าจับตาหากมีการเข้ามาดำเนินการเมื่อไหร่ก็จะเข้าทำการจับกุมต่อไป ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ก็จะต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาลว่ามีกรรมสิทธิ์อะไรในที่ดินเหล่านี้ ส่วนอีก 5 รายมี 2 รายรับเป็นลูกจ้างดูแลรีสอร์ตก็สอบและกันไว้เป็นพยาน ส่วนอีก 3 รายมีข้อมูลจากทาง พม.ระบุไว้แล้วว่ามีใครเป็นเจ้าของ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกไปก่อน หากพยานหลักฐานซัดทอดมีน้ำหนักก็จะแจ้งความดำเนินคดีในภายหลัง
“ในแนวทางการสอบสวนสำหรับนอมินีที่รับอ้างแทนนายทุนผู้ประกอบการเจ้าของรีสอร์ตนั้น ก็มีข้อปลีกย่อยที่จะสืบสาวไปได้ถึงนายทุนตัวจริง อาทิ การขอน้ำขอไฟฟ้าหรือเส้นทางทางการเงิน เชื่อว่าจะมีเบาะแสให้เชื่อมโยงไปถึงนายทุนตัวจริงได้ ฉะนั้นหากเป็นเจ้าของรีสอร์ตตัวจริงเงินคงไม่ไปต่อถึงคนอื่น ยืนยันจะพยายามเอานายทุนมาดำเนินคดีให้ได้มากที่สุด เท่าที่พยานเอกสารหลักฐานจะเข้าไปถึง” นายสมลักษณ์ กล่าว

ส่วนรีสอร์ตในรายที่ชื่อตกหล่น นายสมลักษณ์กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฎิบัติการตามมาตรการแก้ไขการครอบครองและใช้ประโยชน์ป่าภูทับเบิก ซึ่งมีมติชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีสำรวจเพิ่มเติมอีกแล้ว หากพบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการแจ้งเตือนให้รื้อถอนเองและหากไม่รื้อต้องต้องดำเนินคดี ส่วนกลุ่มรีสอร์ต 50 รายก็รอดูความขัดเจนของแผนแม่บทก่อน หากยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนก็คงจะต้องดำเนินการไปตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 35/59 ไปก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้หากคำสั่ง.หน.คสช.ฉบับนี้กับแผนแม่บทไปด้วยกันได้ จะเป็นอะไรที่ลงตัวและจบแบบแฮปปี้แฮนดิ้งมาก

