ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พสกนิกรยังคงเดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย โดยส่วนใหญ่ใช้โอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ร่วมถวายอาลัยครั้งนี้
นางนุจรี ทรงธรรม อายุ 55 ปี เดินทางมาพร้อมแฟนหนุ่ม นายปีเตอร์ เคอริเจน ชาวอังกฤษวัย 60 ปี กล่าวว่า ได้เดินทางมาจากจ.อุดรธานี กล่าวว่า วันนี้รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก ขณะที่เข้าไปถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระโกศนั้นได้ร้องไห้ออกมา เพราะตนไม่อยากให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต แต่เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว เราก็จะต้องยอมรับความจริง พระองค์เปรียบเสมือนพ่อที่ตนรักมาก การสูญเสียครั้งนี้เปรียบเสมือนเราได้สูญเสียพ่อของตัวเองไป จึงอยากบอกกับคนไทยว่า “เรามีทุกวันนี้ก็เพราะพ่อหลวง ซึ่งเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลก ที่สามารถดูแลปกป้อง พร้อมเสียสละเพื่อลูกๆ ทั้ง 60 กว่าล้านคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน นั่นคือ ประเทศไทย ฉะนั้นแม้ในวันนี้พ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่จงจดจำว่าพ่อคนเดียวทำเพื่อลูก 60 ล้านคน แต่ทำไมเรา 60 ล้านคนจะทำอะไรเพื่อพ่อบ้างไม่ได้”
ส่วนนายปีเตอร์ กล่าวว่า ตนมาอยู่เมืองไทยเป็นเวลา 4 ปี โดยตนได้ติดตามข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทย ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงที่ 9 ตนรู้สึกเสียใจมากและเข้าใจถึงความสูญเสียเป็นอย่างดี เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมาอยู่เมืองไทย ตนได้ทำงานเปิดบริษัทเกี่ยวข้องกับการทำศพอยู่แล้วในประเทศอังกฤษ
“ผมเข้าใจการสูญเสียเป็นอย่างดี ว่าทุกคนจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งท่านก็ทรงงานหนักมาตลอดชีวิต เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นแบบอย่างแก่ชาวโลก และผมรู้สึกอบอุ่นที่มาอยู่ในเมืองไทย ทั้งนี้ผมอยากบอกคนไทยว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเห็นพระราชพิธีในวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมารอต่อแถวเป็นพันเป็นหมื่นคน แล้วก็เห็นตั้งคนนั่งรอคิวเข้าถวายสักการะอย่างใจจดใจจ่อ บรรยากาศเงียบสงบ ซึ่งเป็นอะไรที่พิเศษมากและผมก็รู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย” นายปีเตอร์ กล่าว

ร.ต.ต.สำเนียง แจ่มมณี อายุ 88 ปี อดีตนายตำรวจกองปราบปราม และอดีตประธานชุมชนวัดทองธรรมชาติ เขตคลองสาน กทม. กล่าวว่า ตนเดินทางมาสักกระพระบรมศพกับภรรยา โดยมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว แม้ตนจะได้กราบแค่พระบรมฉายาลักษณ์อยู่ด้านล่างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องจากตนมีอาการปวดเข่าและเดินไม่สะดวก ต้องนั่งวีลแชร์ จึงไม่สามารถขึ้นไปกราบพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งครั้งแรกที่รู้ว่าขึ้นไปกราบไม่ได้ก็เสียใจร้องไห้ แต่ก็ดีใจและภูมิใจมากแล้วที่ได้มากราบพระองค์ที่นี่ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาอีกเรื่อยๆ
ร.ต.ต.สำเนียง กล่าวต่อว่า ขณะที่ตนเป็นประธานชุมชนวัดทองธรรมชาติ ตนจะจัดงานให้คนในชุมชนมาลงนามถวายพระพรเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นประจำทุกปี รักพระองค์มากที่สุดในชีวิต เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีมาก ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกด้าน และเสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือประชาชนทุกถิ่นฐาน ด้วยความรักที่มีต่อประชาชนของพระองค์ แม้จะเป็นถิ่นทุรกันดารหรือบนยอดดอยที่เดินทางอย่างยากลำบาก พระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไป และพระราชทานโครงการหลวงและโครงการพระราชดำริต่างๆ ทำให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้มั่นคงจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“ที่บ้านติดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้รอบบ้าน รวมถึงภายในห้องนอน ก่อนนอนจะก้มกราบทุกครั้ง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตลอดชีวิตของการเป็นตำรวจก็ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและทำความดีเจริญรอยตามพระยุคลบาท ได้อธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย หากตนเสียชีวิตก็ขอให้ได้ตามไปถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท” อดีตนายตำรวจกล่าวด้วยความตื้นตัน

นางสาริกา นะริรัมย์ อายุ 53 ปี ชาว ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนกับคนในชุมชนประมาณ 100 คน ร่วมกันเหมารถบัส 2 คัน เดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ เพื่อสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยมาถึงสนามหลวงตั้งแต่เวลา 02.00 น. และได้เข้าสักการะพระบรมศพประมาณ 14.30 น. ตนคิดว่ารอไม่นานและไม่รู้สึกเหนื่อยเลย พอได้เข้าไปก็รู้สึกปลาบปลื้มและดีใจมาก เพราะตั้งใจจะมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ในฐานะที่เราเป็นประชาชนชาวไทยที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์
“ตั้งแต่จำความได้ ดิฉันเห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด แม้ขณะมีพระอาการประชวรก็ไม่ทรงหยุดพัก ทำให้ดิฉันรักพระองค์มากและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ดิฉันได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตและสอนลูกหลานให้เดินตามรอยพระยุคลบาท ดิฉันอธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย และจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” นางสาริกา กล่าว






