เฉลยกลางเวทีเฮลท์แคร์! จูนเบาหวานให้เข้ากับหัวใจ หมอ-นักกำหนดอาหาร แนะปรับ 8 พฤติกรรมสุขภาพ

30.06.23 | 15:15 น.

เฉลยกลางเวทีเฮลท์แคร์! จูนเบาหวานให้เข้ากับหัวใจ หมอ-นักกำหนดอาหาร แนะปรับ 8 พฤติกรรมสุขภาพ เลี่ยงตายจากโรคเรื้องรัง

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ในงาน Thailand Healthcare 2023 “เกษียณสโมสร” งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ จัดโดยโดยบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโลกความสุขของคนรักสุขภาพวัยก่อนเกษียณ วัยเกษียณ และครอบครัวผู้ดูแล หลังไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค. เวลา 10.00-20.00 น. ทั้งนี้ บริเวณเวทีกิจกรรมกลาง ซึ่งมีการจัดเสวนาสุขภาพในหลากมิติ ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้ารับฟังจำนวนมากตลอดทั้งวัน

โดยเมื่อเวลา 12.30 น. เวทีเสวนาประเด็น “จูนเบาหวานให้เข้ากับหัวใจ กินอย่างไรให้หัวใจแข็งแรง” นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาล (รพ.) นวเวช กล่าวว่า ทุกคนมีหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่กำหนดเป็น กำหนดตาย โดยส่วนประกอบของหัวใจมีทั้งหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ตัวที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ลิ้นหัวใจ และบางคนมีความผิดปกติแต่กำเนิดทำให้เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ โดยโรคที่เกิดกับหัวใจ มักจะเกิดขึ้นในส่วนประกอบของหัวใจ เช่น ความผิดปกติที่หลอดเลือดหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจขาดเลือด ซึ่งจะมาสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ โดยเฉพาะการเกิดหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน เกิดภาวะหัวใจห้องล่างแผ่วระรัวที่ส่งผลต่อชีวิตได้, ที่กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ไม่สามารถบีบเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ก็จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ที่จะนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้, ที่ลิ้นหัวใจ ที่มีความผิดปกติได้แต่กำเนิด หรือมาเป็นภายหลังอาการป่วยจากโรครูมาติก ซึ่งก็ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ และสุดท้ายก็จะเสียชีวิตเพราะหัวใจเต้นแผ่วระรัว จนหยุดเต้นไป เป็นต้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับโรคหัวใจที่เกิดอยู่ที่ส่วนใด ที่ส่วนหลอดเลือด ที่กล้ามเนื้อ หรือที่ลิ้นหัวใจ ส่วนความสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน คือ เบาหวานเป็นสาเหตุการตายก่อนวัยอันควร คือการตายก่อนอายุ 70 ปี” นพ.ธวัชชัย กล่าว

Advertisement

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า สำหรับโรคหลอดเลือดแดงแข็งหรือตีบ เกิดจากผนังด้านในของหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้นจากตะกรัน ซึ่งเกิดจากการเกาะตัวของไขมัน เม็ดเลือดขาว เยื่อพังผืดต่างๆ ทำให้หลอดเลือดหนาจนตีบและแข็ง โดยถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจก็ทำให้หัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองก็ทำให้สมองขาดเลือดหรือถ้าหลอดเลือดสมองแตกก็ทำให้เป็นอัมพาต หรือถ้าหลอดเลือดในช่องท้องแข็งตีบตัว ก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงลำไส้ไม่ดี ทำให้เกิดภาวะไส้เน่า ไส้ตาย เป็นโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอย่างหนึ่งได้ ถ้าเกิดที่หลอดเลือดส่วนปลายที่จะเลือดไปเลี้ยงขา ก็ทำให้เนื้อเยื่อปลายเท้าขาดเลือด ทำให้เกิดเนื้อตายและนำไปสู่การตัดเท้า

นพ.ธวัชชัย กล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดหัวใจแดงตีบ ได้แก่ สูงอายุ กรรมพันธุ์ ไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูงที่มีค่าแอลดีแอลสูงแต่เอชดีแอลต่ำ ความดันโลหิตสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ และโรคเบาหวาน ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น ความเครียด ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย และภาวะอ้วน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยเหล่านี้ใกล้ตัวเรามาก ซึ่งมีการวิจัยของ รพ.รามาธิบดี ที่ได้คำนวณความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจในคนไทยใน 10 ปีข้างหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ (Thai CV risk score) ซึ่งจะเป็นเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าไปกรอกข้อมูลต่างๆ เช่น อายุ เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก ค่าความดันโลหิต พฤติกรรมเสี่ยง การป่วยโรคเบาหวาน ค่าเลือดต่างๆ ที่จะมีค่าแอลดีแอล เอชดีแอล จากนั้น ระบบจะคำนวณออกมาให้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้ามีโอกาสเกิดโรคหัวใจกี่เปอร์เซ็นต์

“ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่า 50% และเมื่อเทียบกับคนทั่วไปคนป่วยเป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยงตายจากโรคหัวใจ 2-4 เท่า มีภาวะหัวใจล้มเหลวมากกว่าคนทั่วไป 2 เท่า เสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดสมองแตก 1.8-6 เท่า ดังนั้น เมื่อปี 2022 สมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา จึงได้กำหนดความจำเป็นของชีวิต 8 ประการ ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังให้สม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ นอนหลับให้เพียงพอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมไขมันในเลือด และควบคุมความดันโลหิต ซึ่ง 8 ประการนี้จะเป็นการจูนเบาหวานให้เข้ากับโรคหัวใจ” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ขณะที่ น.ส.ณิชาภัทร วางขุนทด นักกำหนดอาหาร รพ.นวเวช กล่าวว่า ทุกคนควบคุมน้ำหนักและปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวานเองก็ควรคุมระดับการผลิตอินซูลินที่จะส่งผลต่อการควบคุมโรคเบาหวาน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจะต้องทานอาหารให้ครบ 3 มื้อและตรงเวลา โดยหลีกเลี่ยงการทานอาหารจุบจิบ ทั้งนี้ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จะต้องย้ำว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาลจากผลไม้ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงแนะนำให้ทานในปริมาณน้อย เช่น 1 มื้อ ไม่ควรทานข้าวเกิน 2 ทัพพีปาดเรียบ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมี 2 รูปแบบ คือ รูปแบบสังเคราะห์ และแบบธรรมชาติ ฉะนั้น ควรเลือกทานสารให้ความหวานที่มาจากธรรมชาติมากกว่าแบบสังเคราะห์ที่มีสารเคมีตกค้างก่อเป็นโรคมะเร็งได้ แนะนำเป็นการใช้หญ้าหวานหรือหล่อฮังก๊วย แต่ก็ต้องควบคุมปริมาณที่ใช้ เพราะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลมาก จึงควรใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ 1 วัน ควรทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาลปริมาณไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว