เปิดตัวเลข ผู้ป่วยมะเร็งปอด 10% ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ แต่มาจาก พีเอ็ม 2.5
แพทย์ เปิดตัวเลข ผู้ป่วยมะเร็งปอด 10% ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ แต่มาจาก ‘มลพิษ-ฝุ่นจิ๋ว’ ทำคนไทยตายก่อนวัยอันควรปีละ 4 หมื่นคน ชี้ เลือกตั้งที่ผ่านมา ได้เห็นการเมืองตื่นตัวกับปัญหา
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ในงาน Thailand Healthcare 2023 “เกษียณสโมสร” งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ จัดโดยเครือมติชน จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโลกความสุขของคนรักสุขภาพวัยก่อนเกษียณ วัยเกษียณ และครอบครัวผู้ดูแล หลังไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. – 2 ก.ค. เวลา 10.00 – 20.00 น.
เมื่อเวลา 14.40 น. กิจกรรมเวทีกลาง เสวนาเรื่องสุขภาพ “รู้ทัน PM2.5 มะเร็งปอดในคนไม่สูบบุหรี่ ภัยเงียบจากฝุ่นที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน” โดย นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โรคมะเร็งปอด เป็นโรคที่หลายคนกลัวเพราะอัตราการรอดชีวิตน้อยมาก บางรายตรวจพบเมื่อป่วยระยะหนักแล้ว ก็ทำให้โอกาสรอดชีวิตน้อย โดยข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งปอดในประเทศไทย พบรายใหม่เฉลี่ยปีละ 17,222 ราย
พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งตัวเลขนี้ก็เฉลี่ยได้วันละ 40 ราย ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งปอดเสียชีวิตวันละ 40 รายเช่นกัน นั่นเท่ากับว่าแทบไม่มีใครรอดจากมะเร็งปอด นอกจากนั้น มะเร็งปอดยังเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 2 ในเพศชายและอันดับ 4 ในเพศหญิง ส่วนอาการสังเกตของโรคมะเร็งปอด เช่น เหนื่อยง่าย ไอเรื้อรังเป็นเดือน มีเสมหะมากและมีเลือดปน บางรายอาจมีเสียงแหบได้เพราะเกิดมะเร็งที่ขั้วปอด และมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซ้ำซ้อนก็ให้สงสัยเป็นมะเร็งปอดได้เช่นกัน
“สาเหตุของการเกิดมะเร็งปอด ส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่ ถ้าสูบวันละ 1 ซองต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะเกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดได้มากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 20 เท่า และเมื่อเอกซเรย์ดูปอดของคนที่สูบบุหรี่ จะพบว่าเซลล์ในปอดเกือบ 100% มีความผิดปกติและพร้อมกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง แต่ถ้าหยุดสูบเซลล์เหล่านั้นก็จะกลับมาดีได้ ฉะนั้นการเลิกสูบบุหรี่ไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะหยุดสูบ ความเสี่ยงก็ลดลงไป” นพ.รังสฤษฎ์ กล่าว
นพ.รังสฤษฎ์ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจร่างกายประจำปี เพื่อเอกซเรย์ปอด ถ้าเจอก้อนที่ผิดปกติแพทย์ก็มีส่องกล้อง ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรู้แต่เนิ่นๆ ด้วยการคัดกรองความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่เยอะๆ ทั้งนี้ การรักษามะเร็งปอดจะต้องใช้การผ่าตัดปอด ร่วมกับฉายรังสี ให้เคมีบำบัด แต่โอกาสรอดชีวิตในระยะ 5 ปี ก็ยังน้อยอยู่ อัตรารอดชีวิตไม่ถึง 1 ใน 5
นพ.รังสฤษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดแต่ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ ขอยกตัวอย่างกรณีอาจารย์แพทย์เจ้าของเพจ “สู้ดิวะ” ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดทั้งที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีและไม่สูบบุหรี่ จึงเป็นคำถามว่าทำไมถึงเป็นมะเร็งปอด เมื่อมาดูข้อมูลเชิงลึกในผู้ป่วยมะเร็งปอด ก็พบว่าผู้ป่วยกว่า 10% ในภาคเหนือไม่มีประวัติสูบบุหรี่ จึงต้องมาหาสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ ดังนั้น มะเร็งปอดไม่สูบก็เสี่ยง อาจจะเสี่ยงได้จากการใช้สารเคมีบางอย่าง เช่น แร่ใยหินจากหลังคากันความร้อน แก๊สเรด่อนที่มีอยู่ในพื้นดิน มลพิษทางอากาศที่มาจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 หรือฝุ่นจิ๋ว ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อเป็นมะเร็งปอดในกลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่
นอกจากนั้น ข้อมูลผู้สูบบุหรี่ในไทย พบว่าประชากรภาคใต้สูบบุหรี่สูงที่สุด แต่กลับกันคือ ประชากรในภาคเหนือป่วยเป็นมะเร็งปอดสูงที่สุดทั้งที่สูบบุหรี่น้อยที่สุด และเมื่อเรามาดูเจาะจงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ก็จะเห็นว่าฤดูหนาวจะมีฝุ่นควันเยอะ มีค่ามลพิษสูงติดอันกับต้นๆ ของโลก ซึ่งก็มีสาเหตุจากการเผาป่า การคมนาคม ซึ่งส่งผลให้ภาคเหนือมีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยต่อวันสูงมากกว่า 600 -700 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
“ฝุ่น PM2.5 กับมะเร็งปอดน่ากลัว เพราะฝุ่นมีขนาดเล็กสามารถเข้าไปถึงในกระแสเลือดได้เลย เล็กกว่าเม็ดเลือดแดงที่มีขนาด 7 ไมครอน เมื่อเข้าไปในถุงลมที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวคอยดักจับสิ่งแปลกปลอม เม็ดเลือดขาวจะจับกินฝุ่นจิ๋ว แต่ปัญหาคือเมื่อกินเข้าไปแล้วก็เกิดอักเสบของผนังเยื่อบุทางเดินหายใจ เกิดความเสียหายของเซลล์ในร่างกาย นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดมะเร็ง ซึ่งเมื่อเทียบ PM2.5 กับบุหรี่ พบว่า ทุกๆ 22 ไมโครกรัมของฝุ่นที่ได้รับเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเท่ากับเราได้สูบบุหรี่ 10 ซองแล้ว หรือ เทียบได้กับการสูบบุหรี่มือสอง” นพ.รังสฤษฎ์ กล่าว
นพ.รังสฤษฎ์ กล่าววต่อว่า เมื่อถึงคำถามว่าระหว่างบุหรี่กับ PM2.5 อะไรรุนแรงกว่ากัน คำตอบคือถ้าเป็นความเสี่ยงระดับบุคคล อันตรายสูงสุดคือบุหรี่ เพราะก่อความเสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 20 เท่า แต่ถ้ามองความเสี่ยงระดับประชากร จะต้องบอกว่าฝุ่นมีกระทบมากกว่า เพราะทุกคนต้องหายใจ นอกจากนั้น ข้อมูลทั่วโลกพบว่ามลพิษทางอาการเป็นสาเหตุการตายอันดับ 4 และส่วนประเทศไทยมีคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ปีละกว่า 4 หมื่นราย เพราะมลพิษทางอากาศ
“อยากให้รัฐออกมาดูแลสุขภาพของประชาชนให้ดี การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึง PM 2.5 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะรัฐบาลที่ผ่านมา ปัดตก พรบ.อากาศสะอาดทุกฉบับ เราจึงมองไม่เห็นเจตจำนงทางการเมืองที่จะมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นปัญหาที่ต้องเจอทุกปี ดังนั้น ต้องจัดการล่วงหน้า ไม่ใช่ต้องให้ประชาชนมาซื้อเครื่องกรองอากาศ เพราะหลายคนก็ไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้น ประชาชนไม่ควรต้องซื้ออากาศสะอาดมาหายใจ จึงมีการเรียกร้องให้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้” นพ.รังสฤษฎ์ กล่าว
นพ.รังสฤษฎ์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนเองก็ต้องป้องกันตัวด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งหน้ากากทั่วไปที่ใช้ป้องกันโควิด-19 ไม่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ จึงแนะนำให้ใช้หน้ากาก N94 เพราะหน้ากาก N95 จะหนาเกินไป สวมใส่แล้วอึดอัดจึงไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปใช้ นอกจากนั้น หากพบว่าตนเองมีอาการในระบบทางเดินหายใจก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษา ไม่ควรปล่อยให้มีอาการนานๆ เพราะมีความเสี่ยงจะเกิดเป็นมะเร็งปอดได้
มหกรรมสุขภาพยิ่งใหญ่ที่สุดของปี “Thailand Healthcare 2023 เกษียณสโมสร” จะจัดไปจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ง่าย ๆ ด้วยรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสามย่าน ทางออกที่ 2

