‘นิรุตติ์’ ลั่น วันหยุดควรจะหยุด เล่าจุดเปลี่ยน-แชร์ไลฟ์สไตล์ ยังหนุ่มสมวัยเพราะ ‘วินัย’ แน่น

1.07.23 | 18:44 น.

‘นิรุตติ์’ โฟกัสความสุข ลั่น วันหยุดก็ควรจะหยุด แชร์ไลฟ์สไตล์ สมาร์ทสมวัยเพราะ ‘วินัย’ แน่น

วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐ-เอกชน จัดมหกรรมสุขภาพยิ่งใหญ่สุดในประเทศ Thailand Healthcare 2023 “เกษียณสโมสร” งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคมนี้

บรรยากาศเวลา 15.30น. นายนิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ขึ้นกล่าวบรรยายช่วง Health Talk ในหัวข้อ “สมาร์ท สมวัย กับไลฟ์สไตล์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา”

นายนิรุตติ์กล่าวว่า ตนนั้นยินดีเเละดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวการดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของตนของตน ตั้งเเต่ก่อนเข้าวงการบันเทิงตลอดจนถึงช่วงที่ได้ลดงานทางการเเสดงลง จนปัจจุบัน อายุ 76 ปี ก็ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่ เพราะวินัยในการดูแลร่างกาย

Advertisement

เมื่อพิธีกรถามถึง ไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตและงานด้านการแสดงในปัจจุบัน?

นายนิรุตติ์กล่าวว่า ปัจจุบันงานด้านการแสดงก็ถดถอยลง หากเทียบบทบาททางด้านการเเสดงที่ตนได้รับ เมื่อเทียบกับปัจจุบันแล้วก็เเตกต่างกัน อย่างเมื่อก่อนสมัยหนุ่มๆ จะได้รับบทพระเอก แต่ปัจจุบันบทบาทส่วนใหญ่จะเป็น พ่อ ปู่ ตา เป็นต้น

เมื่อพิธีกรถามว่า วันหยุดมีกิจกรรมอะไรที่มักทำในยามว่าง?

นายนิรุตติ์กล่าวว่า เมื่อเป็นวันหยุดตนก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร เพราะเป็นวันหยุด ก็ควรที่จะหยุด

เมื่อถามถึงการอ่านหนังสือ นายนิรุตติ์กล่าวว่า ตนนั้นได้อ่านมาเยอะแล้วตั้งเเต่เรียนหนังสือมา ส่วนพวกหนังสือเชิงความรู้ก็ได้อ่านบ้าง แต่ถ้าอ่านหนังสือในเเนวอื่นๆ ตนมองว่ามันเป็นการล้างสมอง ที่เราคนอ่านอาจจะกลายเป็นแบบผู้เขียน หรือเเบบที่ผู้เขียนอยากให้เป็นได้

เมื่อพิธีกรถามว่า ตั้งเเต่เข้าวงการมาเคยคิดอยากที่จะทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนบ้างหรือไม่?

นายนิรุตติ์เผยว่า แท้จริงแล้วตนเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน ทำงานโรงแรม และหลังจากนั้นก็ทำงานสายการบิน ในระหว่างนั้นก็ได้รับงานแสดง หลังจากเเสดงเรื่องเเรกตนจึงตัดสินใจเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัว เพราะว่าตอนนั้นรู้ตัวเองดีว่าเป็นคนที่ไม่ชอบทำงาน แบบมีเวลาเข้า-ออกที่เเน่นอน ไม่ชอบงานแบบจำเจ

“แสดงหนังเรื่องดาร์บี้ (2516) ยังไม่ทันได้จบ มีเรื่องที่ 2 ผมเลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ลาออกจากมนุษย์เงินเดือน เพราะเรารู้ว่านิสัยใจคอเราชอบงานแบบนี้ และไม่ใช่แค่แค่ชอบเพราะได้สตางค์ สตางค์ได้น้อยกว่าที่เราทำสายการบินตอนนั้น แต่เราก็ตัดสินใจว่า นี่คืองานที่เรารักและชอบ ก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักแสดง ถ้าหากว่าผมไม่มีเรื่องที่ 2 ก็คงไม่ได้เป็นนักแสดงมาจนถึงเดี๋ยวนี้ แต่เราคิดว่านั่นเป็นงานที่มันไม่จำเจ แล้วก็ไม่ถูกบังคับว่าคุณต้องมาทำงานจันทร์ ถึงวันเสาร์ วันเสาร์ครึ่งวันแล้วกลับบ้าน ปัจจุบันก็อาจจะทำจันทร์-ศุกร์ 9 โมงถึง 5 โมงเย็น

ผมไม่ชอบอะไรที่ทำงานแบบถูกบังคับ ด้วยกลไกของโลก หรือความเจริญแบบอารยธรรมซึ่งมาจากไหนไม่ทราบ เมื่อก่อนพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราก็ทำงานกัน แล้วก็ไม่มีใครบอกว่าคุณจะต้องมาทำตี 5 หรือ 8 โมงเลิก 5 โมง ฉันก็จะทำเท่าที่ฉันอยากทำ หน้าฝนฉันก็ปลูก พอหมดฝน ปลูกเสร็จฉันก็นอนพัก เมื่อผมทำงานมาเหนื่อยแล้วก็กลับบ้าน ถ้าเวลามากหน่อยก็กลับเชียงใหม่ กลับไปให้ทำอะไร ให้ไปขุดดินอีกหรอ หว่านเสร็จแล้วก็รอให้ต้นข้าวโต ไม่เห็นต้องไปทำทุกวันทุกนาที เขาไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน เช่นเดียวกับการเป็นนักแสดง ผมหันมาชอบแบบนี้ คือเมื่อว่างเราก็พัก ไม่ใช่ว่างแล้วไปทำอะไร ไปปลูกต้นไม้ทำนู่นนี่อีกหรอ ผมก็คือชาวนาคนหนึ่ง พอต้นข้าวขึ้นมาหน่อยก็ไปให้ปุ๋ย ไปป้องกันศัตรูพืช แล้วนั่งรอว่าเมื่อไหร่ต้นข้าวจะสุก สุกแล้วเข้าหน้าแล้งเราก็เกี่ยวข้าว เป็นงานแบบอิสระ มีที่มาก ก็ปลูกมาก” นายนิรุตติ์เผย

ในตอนหนึ่ง นายนิรุตติ์กล่าวว่า ตนคิดตั้งแต่เริ่มแรกว่าจะไปทำสวน กะว่าได้ผลไม้มาเลี้ยงสวน เลี้ยงบ้าน เลี้ยงคนงาน เราก็ไปทำงานเก็บเงินใช้ยามแก่เฒ่า เพราะไม่มีเงินเกษียณ รับบ้าง-ไม่รับบ้าง งานอิสระใครสั่งเราไม่ได้ อยู่ที่จะตัดสินใจรับหรือไม่

“แต่เงินที่จะเก็บเอาไว้ใช้ ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ก็ต้องนำเงินที่หาได้ครึ่งหนึ่งมาเลี้ยงที่บ้านเชียงใหม่ ยังมีค่าใช้จ่ายที่ กทม. แต่ก็เริ่มลดๆ ลงไป เพราะเราพยายามไม่ฟุ่มเฟือยมาก แล้วค่าใช้จ่ายจากผลไม้ที่เราหวังว่าจะได้ ราคาเพิ่งจะมาดี 2-3 ปี ช่วงหลังโควิด โดยเฉพาะทุเรียน สมัยก่อนปลูกทุเรียน 500 ต้น มังคุด 500 ต้น มันเป็นอาชีพที่น่าสงสาร อาจะเป็นหนี้ก็ได้ ผมเลยเอาค่าที่จะไปเลี้ยงต้นไม้ มาจ่ายให้คนงาน แล้วปลูกป่าแทนดีกว่า” นายนิรุตติ์กล่าว

เมื่อพิธีกรถามถึงไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของ นิรุตติ์ ศิริจรรยา ว่าเป็นอย่างไร ?

นายนิรุตติ์กล่าวว่า มันเป็นสิทธิของเราที่จะดูแลร่างกายของเรา ทำอย่างไรให้อยู่กับโลกใบนี้อย่างมีความสุข ทำอย่างไรที่จะส่งต่อความดีสู่รุ่นลูกหลานของเราต่อไป นั่นคือหน้าที่และภาระที่เราจะต้องทำ

“ผมมีอยู่ 5 อย่างที่เป็นวินัยให้กับตัวเอง เพื่อดูแลร่างกายนี้ มันไม่ได้เป็นเคล็ดลับอะไรเลย เป็นวินัยที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว บางคนบอก ทำไม่ได้ ไม่มีเวลา ความจำเป็นไม่เหมือนกัน ผมเรียนให้ทุกท่านทราบ เป็นนักแสดงเวลาเขาส่งกำหนดการทำงานมา สมมติพรุ่งนี้จะทำงาน รถรับ 06.00 เวลาเสร็จไม่บอก แล้วผมเป็นคนที่ต้องเรียมตัวล่วงหน้าก่อนเดินทาง 2-3 ชั่วโมง ฉะนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตี 3-4 กว่าจะต้มกาแฟ เข้าห้องน้ำ มานั่งคิด แล้วต้องใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง เข้าห้องน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะลงไปรอรถมา แต่เวลาเลิกงานไม่บอกและส่วนมากจะเลิกงาน 4-5 ทุ่ม กว่าจะเดินทางกลับมาส่งผม ประมาณเที่ยงคืน ผมจะนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วถึงไปอาบน้ำกว่าผมจะได้นอนก็ตี 1 พรุ่งนี้ก็มารับ 6 โมง สรุปแล้วผมนอนกี่ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นแบบนี้ 365 วัน บางทีก็มี มารับ 9 โมง หรือบ่ายบ้าง สมัยก่อนหนักกว่านี้ เลิกตี 3 ก็มี

น้องที่ดูแลกองถ่ายมาบอกผมเลิกตี 3 ถ่ายอยู่แถวบางกรวย บางใหญ่ บ้านผมอยู่สุขุมวิท 101 เขาบอก ‘อาครับพรุ่งนี้ 8 โมง’ กว่าผมจะไปถึงบ้าน ตี 4 ผมต้องตื่นมานั่งรอ ตี 5 ผมบอก ‘ทำไมไม่ให้ผมนอนไปตรงนี้ไปซะเลย’ ก็มันไม่มีห้อง เป็นกองถ่ายเฉยๆ ผมเลยบอก งั้นผมไม่มา กว่าจะไปถึง เปลืองน้ำมัน กี่โมงไม่รู้ เดี๋ยวผมมาเองแล้วกัน ผมก็ไป 11 โมง คือมันไม่ได้ คนเรามันต้องพักผ่อนบ้าง นั่นคือการทำงานของผม เป็นวินัยในการทำงาน” นายนิรุตติ์เผย

นายนิรุตติ์กล่าวถึงวินัยในการดูแลรักษาชีวิต 5 ข้อ คือ

1.การนอนให้เพียงพอ ซึ่งส่วนตัวนอนประมาณ 00.00 น. – 00.30 น. ตื่น 10.00 น. หลับรวดเดียวไม่มีลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ

“การนอนให้เพียงพอไม่ได้หมายความว่า เวลากี่ชั่วโมงที่เพียงพอ และมันไม่เท่ากันระหว่างคุณกับผม ถ้าเพียงพอร่างกายตื่นเอง อย่างหมอไม่ได้นอน 3 วันเพราะเข้าเวร พอหยุดนอน 3 วัน 8 ชั่วโมงก็ตื่นแล้ว มันไม่สามารถชดเชยกันได้ ใครจะหลับเท่าไหร่ก็หลับ ร่างกายพอ มันก็ตื่นเอง” นายนิรุตติ์กล่าว

2.กินให้เพียงพอ คือการกินให้พอเท่าที่ตนนั้นรับไหว เช่น บางคนอาจกินข้าวแค่ 1-2 มื้อต่อวัน หรือกินอย่างหลากหลาย

“อย่าทำให้ชีวิตมันย่ำแย่และยุ่งยากไปมากกว่านั้นเลย อย่าไปบังคับว่าอันนั้นไม่กิน นอกจากมีโรคประจำตัว ถ้าหากไม่มีโรคประจำตัว เมื่อผมไม่มีโรคอะไร มนุษย์เราก็ทำได้แค่อิ่ม แต่ผมตัดสินใจว่าไม่กินเนื้อสัตว์ทุกวันศุกร์ (วันเกิด) ไม่ได้เกี่ยวกับทำบุญอะไร ก็แค่คิดแล้วตั้งสัจจะขึ้นมา ปฏิบัติมาตั้งแต่อายุ 27 จนมาถึง 76 สิ่งที่เราปฏิบัตินั่นคือ ทำบุญให้กับตัวเอง

แล้วผมก็มานั่งคิด ว่าทำไมต้องกิน 3 มื้อ ในกองถ่ายมีของให้ทานตลอดเวลา ทำไมเราต้องกินขนาดนี้ ผมดูอย่างต้นไม้ พอ 30 แล้วเรายังไม่มีวินัยในการกิน รอบวงเราก็จะอ้วนขึ้นๆ เหมือนกับต้นไม้” นายนิรุตติ์กล่าว

3.พักผ่อนให้เพียงพอ

“บางคนบอกไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปพักผ่อน ออกตั้งแต่ตี 4 ไปถึงไม่ยอมนอน เพราะเสียงสตางค์มาแล้วต้องเที่ยวให้คุ้ม พอกลับมาก็ต้องลางาน เพราะต้องพักผ่อนหลังจากไปพักผ่อน มันก็ไม่ใช่ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ อยู่เฉยๆ อยู่กับสิ่งที่คุณชอบ รัก อยากจะทำ เช่น คุณอยากอ่านหนังสือ ดูทีวี ฟังเพลง หรืออยากทำอะไร นั่นคือการไปพักผ่อน” นายนิรุตติ์กล่าว

4.ออกกำลังกายเท่าที่เราออกได้

5.วินัยในการตรวจสุขภาพ

โดย นายนิรุตติ์ ยังให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มาเข้าร่วมการฟังบรรยายในครั้งนี้ไว้ว่า หากต้องการสุขภาพที่ดี ก็ต้องเริ่มจากตนเอง

“ผมคงจะไปบังคับใครไม่ได้เลย นอกจากตัวคุณเอง” นายนิรุตติ์กล่าว