แพทย์เผย ชาวอำนาจเจริญ สังเวยเห็ดพิษรายแรก แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม นายแพทย์ปฐมพงศ์ ปรุโปร่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเตือนประชาชนที่นิยมบริโภคเห็ดว่า ในช่วงหน้าฝนนี้ พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะเห็ดธรรมชาติ มีทั้งที่บริโภคได้และบริโภคไม่ได้ ซึ่งขณะนี้จังหวัดอำนาจเจริญมีรายงานพบผู้ป่วยสงสัยจากการรับประทานเห็ดพิษเข้าไปมีอาการท้องร่วงจำนวนมาก และเสียชีวิต 1 ราย เมื่อวานนี้ ชื่อนางสาวสุกัญญา เสนีย์ไทย อายุ 40 ปี อยู่ในเขตอำเภอเมืองอำนาจเจริญ กินเห็ดเป็นพิษเข้าไปคือรับประทานเห็ดละงากเข้าไปเสียชีวิตเวลาต่อมา และที่อำเภอหัวตะพาน 1 ราย แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต และอำเภอต่างๆ ก็เจอแต่ไม่เสียชีวิต
นายแพทย์ปฐมพงศ์กล่าวอีกว่า สำหรับเห็ดพิษที่พบบ่อยในช่วงนี้ ได้แก่ เห็ดระโงกหิน และเห็ดระโงกดำมีพิษ และเห็ดละงากก็มีพิษ เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน หรือเห็ดไส้เดือน ที่สามารถรับประทานได้, เห็ดถ่านเลือด จะมีความคล้ายคลึงกับเห็ดถ่านใหญ่ และเห็ดหมวกจีนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับเห็ดปลวกหรือเห็ดโคน อาการที่เกิดจากการกินเห็ดพิษ ส่วนใหญ่จะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริวที่ท้อง ท้องเสีย มีอาการตับและไตวาย และอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
นายแพทย์ปฐมพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันการเกิดอาหารเป็นพิษจากการรับประทานเห็ดพิษ จึงขอแนะนำการกินเห็ดอย่างปลอดภัยดังนี้
1.ไม่นำเห็ดป่าที่ไม่เคยรับประทาน หรือไม่มั่นใจนำมาปรุงเป็นอาหารรับประทานเด็ดขาด
2.ห้ามรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และต้องทำให้สุกมากๆ ต้มแกงนานๆ จึงรับประทาน
3.ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคตับ ไต หรือสุขภาพไม่เข็งแรง ควรรับประทานเห็ดในปริมาณน้อยๆ
4.ไม่ควรนำเห็ดจากสวนที่ปลูกยางพาราหรือตามป่ามัน ที่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชฉีดพ่นในปริมาณสูง มารับประทาน
5.การใส่ข้าวสาร หัวหอม ช้อนเงินในแกงเห็ด ไม่สามารถทดสอบพิษได้ อย่าไปหลงเชื่อ
6.หากพบผู้ป่วยที่กินเห็ดพิษ ต้องทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยให้ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือ (เกลือ 3 ช้อนชาต่อน้ำอุ่น 1 แก้ว) แล้วล้างคอให้อาเจียนออกมามากที่สุด เพื่อลดการดูดซึมของสารพิษเห็ด หลังจากนั้นให้กินผงถ่าน โดยบดละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 แก้ว ผสมกับน้ำให้ข้นเหลว เพื่อดูดสารพิษของเห็ดในทางเดินอาหารแล้วรีบนำผู้ป่วยไปหาหมอหรือส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด พร้อมกับนำเห็ดที่เหลือจากกินไปด้วย เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย รักษาอาการได้รวดเร็วขึ้นและส่งตรวจสอบชนิดของเห็ดพิษทางห้องปฏิบัติการต่อไป

