โฆษกอัยการชี้ทางออก-ขั้นตอน ข้อ กม.ปม 2 เฒ่าตัดพะยูงในที่ตัวเอง ดูประโยชน์สาธารณะ ฟ้องหรือไม่ฟ้อง !

25.12.16 | 16:12 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม เรือโท สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีนายทองสุข พันชมภู อายุ 80 ปี และคู่เขย คือ นายเดิน จันทกล อายุ 70 ปี ถูกจับกุมข้อหาลักลอบตัดไม้พะยูง ที่ถูกพายุพัดจนล้มขวางถนน เหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ดินของตนเองว่า ในการที่พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้นั้น ประกอบด้วย 3 เหตุ คือ พยานหลักฐานฟังแล้วไม่พอที่จะฟังได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิด, พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด และคดีไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ในกรณีของชายชรา 2 คนที่ตกเป็นผู้ต้องหานั้น ถ้าดูตามสภาพที่ปรากฏ คาดว่าชาวบ้านทั้ง 2 คนที่ตกเป็นผู้ต้องหาอาจจะยังไม่ทราบขั้นตอนของกฎหมายชัดเจน ซึ่งจะต้องมีการดูว่าการกระทำดังกล่าวเจตนาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ป่าไม้หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าหากมีการส่งสำนวนถึงอัยการ อัยการผู้รับผิดชอบสำนวนดังกล่าวจะต้องมีการพิจารณารูปเรื่องตามข้อเท็จจริงสภาพแวดล้อมรวมถึงพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายของผู้ต้องหาอย่างแน่นอน

“แม้ว่าการกระทำของลุงทั้งสอง เป็นการกระทำผิดตามตัวบทกฎหมาย แต่ลุงมีเจตนาหรือไม่ และการที่จะรู้ว่าลุงมีเจตนาหรือไม่ ก็ต้องรู้ว่าลุงเข้าใจว่ากฎหมายห้ามเรื่องอะไร เพราะเรื่องป่าไม้บางทีก็จะต้องรู้กระบวนการเยอะแยะ และอีกอันหนึ่งคือทุกอย่างเข้าองค์ประกอบครบหมดแต่อัยการเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็สั่งไม่ฟ้อง” โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าว

เมื่อถามว่า หากเป็นแบบนี้แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าอัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ แล้วขั้นตอนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เรือโทสมนึกกล่าวว่าคดีนี้เป็นคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้เป็นความผิดอาญาและเป็นคดีต่างจังหวัดจึงเป็นอำนาจของอัยการจังหวัด และถ้าพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง แต่อัยการจังหวัดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใหม่กำหนดไว้ว่า ถ้าผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค เห็นตามที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี คดีก็จะเป็นเด็ดขาดยุติโดยไม่ต้องส่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค มีความเห็นแย้งสั่งให้ฟ้องคดี ก็จะต้องส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาดเป็นที่สุด และนอกจากที่กล่าวแล้วยังมีอีกกรณีคือถ้าพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรไม่ฟ้องไปยังพนักงานอัยการ และอัยการจังหวัดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องขั้นตอนก็ยังจะต้องส่งไปให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคมีความเห็นอีกเช่นเดียวกัน ถ้าเห็นตรงกันคดีก็เป็นที่ยุติ แต่ถ้าเห็นแย้งก็จะต้องส่งอัยการสูงสุดชี้ขาดตามขั้นตอน เช่นเดียวกันกับกรณีแรก แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ทั้งตำรวจและอัยการเห็นควรสั่งฟ้องก็จะต้องส่งผู้ต้องหาฟ้องศาลตามกฎหมาย