เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน จตุจักร กทม. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป.เพื่อเอาผิดต่อ พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) โดยระบุว่า มีพยานหลักฐานทั้งคลิปเสียงสนทนาระหว่างทีมทนายความของนายอัจฉริยะ กับนายบอยที่อยู่ระหว่างหลบหนีต่างประเทศ เกี่ยวกับกรณีที่นายบอยได้เข้าไปหารือกับพลตำรวจตรีวิวัฒน์ คำชำนาญ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์, อดีตนักข่าว และพันตำรวจเอกแดนไพร ภายในห้องทำงานที่ สอท. เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.66 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า พันตำรวจเอกแดนไพรได้ขอให้พลตำรวจตรีวิวัฒน์ และอดีตนักข่าวช่วยประสานไปยังนายวีระ หรือบอย นาทรัพย์ ให้เข้ามาพบเพื่อพูดคุยเรื่องคดี 140 ล้านบาท โดยนายบอยยอมรับว่าได้รับเงินไปทั้งหมด 28 ล้านบาท ส่วนนายพิสิษฐ์ คณิศรพาณี หรือต้น ได้เงินไป 45 ล้านบาท ซึ่งนายบอยได้ยืนยันว่าหลังจากนี้จะเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดและต่อสู้คดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกชุดทำงานของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพิกถอนวีซ่าจึงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้
นอกจากนี้ นายอัจฉริยะยังได้นำหลักฐานเป็นภาพถ่ายร่วมกันระหว่างนายบอยกับพันตำรวจเอกแดนไพร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตม.จังหวัดหนองคาย รวมทั้งกลุ่มไลน์ที่มีนายบอยและพันตำรวจเอกแดนไพรอยู่ในกลุ่มเดียวกันมาแสดงให้สื่อมวลชนดูด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าที่พันตำรวจเอกแดนไพรอ้างว่าไม่รู้จักกับนายบอยมาก่อนนั้นไม่เป็นความจริง
สำหรับกรณีคดีเงิน 140 ล้านบาทนั้น สืบเนื่องจากภายหลังนายธนินวัฒน์ อุดมเชาวเศรษฐ์ หรือเป้ ถูกจับกุม ก็มีอดีตนักการเมืองให้คำแนะนำว่าให้ไปแจ้งความความกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ จากนั้นพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์จึงแนะนำให้นายเป้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรคูคต จ.ปทุมธานี จนมีการสืบสวนดำเนินคดีและออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ ยืนยันว่าพยานหลักฐานที่ได้มาทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจไซเบอร์แต่ได้ข้อมูลมาจากการสืบค้นของทางชมรมเอง, ข้อมูลจากตำรวจที่ถูกดำเนินคดี และสื่อมวลชน ทั้งยืนยันว่าไม่มีใครบงการหรืออยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ รวมทั้งตำรวจไซเบอร์ด้วย โดยตั้งแต่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นยังไม่เคยได้พูดคุยกับรองผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์เป็นการส่วนตัว แต่ได้พูดคุยกับคนอื่น
นายอัจฉริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์ได้หน้าเตรียมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใต้บังคับบัญชาของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งการเสพยาเสพติด การเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ในพื้นที่ภาคตะวันออก

