เตือน ‘ดับเบิล เอลนิโญ’ ส่องแผนสู้แล้งสาหัส

11.07.23 | 05:40 น.

เตือนดับเบิลเอลนิโญ ส่องแผนสู้แล้งสาหัส

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศอย่างเป็นทางการว่าประเทศไทยอยู่ในสภาวะ“เอลนิโญ” (El Nino) แล้ว คาดหมายฝนและอุณหภูมิ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2566 อุณหภูมิของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย ขณะที่ปริมาณฝนของไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อย

มีการคาดหมายด้วยว่าปรากฏการณ์เอนโซ่ (ENSO / EN + SO) ซึ่งเป็นการเรียกรวมของปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) กับความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (Southern Oscillation) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

ระหว่างปรากฏการณ์น้ำในมหาสมุทรและลม จะยังคงปรากฏต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นเดือนมกราคม-มีนาคม 2567

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญจะยาวไปถึงเดือนมีนาคม 2567 ปรากฏการณ์ร้อน และภัยแล้งจากเอลนิโญนี้จะส่งผลรุนแรงที่สุดประมาณเดือนกันยายนไปถึงเดือนมกราคม 2567

Advertisement

“ที่น่าหวาดกลัวกว่านั้นคือ ปกติเมื่อประมาณเดือนมีนาคมที่หลายคนเข้าใจว่า จะเป็นการสิ้นสุดลงของปรากฏการณ์นี้ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่า เอลนิโญจะมีต่อเรียกว่า ‘ดับเบิลเอลนิโญ’ จะทำให้เกิดภัยแล้งลากยาวไปถึงปี 2568” ผศ.ดร.ธรณ์เตือน

จากข้อมูลคาดการณ์ดังกล่าว หลายหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือปรากฏการณ์ดังกล่าว

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์เอลนิโญในพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ จากปริมาณน้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา มีค่าน้ำฝนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึงประมาณ 38% กังวลว่าเกษตรกรที่อยู่บริเวณกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ จะมีปัญหาเรื่องน้ำ จึงเชิญกรมชลประทานมาให้ข้อมูล โดยได้รับข้อมูลว่าน้ำในเขื่อนทั้งจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังพอในการใช้ที่จะแบ่งปันลงมา ยังไม่ต้องกังวลมาก แต่ยังคงมีมาตรการเตรียมการรองรับ และมีข้อสั่งการภายหลังจากที่ กทม.เปิดฟังความคิดเห็นของนายกสมาคมชาวนา สภาเกษตรกรในพื้นที่

ขณะที่หน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องน้ำอย่าง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ติดตามสถานการณ์น้ำเป็นระยะ โดยในสัปดาห์นี้พบประเทศไทยเข้าสู่สภาวะเอลนิโญกำลังอ่อน แต่ย้ำต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เหลือสำรองถึงปีหน้า พร้อมเตรียมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุรับมือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย หลังกรมอุตุฯคาดการณ์ว่าช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2566 ในบางพื้นที่ยังมีฝนมาก

ปัจจุบันปรากฏการณ์เอนโซ่ได้เข้าสู่สภาวะเอลนิโญแล้ว แต่เนื่องจากยังเป็นเอลนิโญกำลังอ่อน จึงส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนมีค่อนข้างน้อย โดยต่ำกว่าค่าปกติ 28% และอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าทุกปี ทำให้ในช่วงฤดูแล้งต่อเนื่องมาจนถึงฤดูฝน มีการจัดสรรน้ำเพื่อส่งเสริมด้านการเพาะปลูกพืชในจำนวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง โดยภาคเหนือมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ 38% ในขณะที่ภาคกลางมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติถึง 55%

อย่างไรก็ดี จากแผนจัดสรรน้ำฤดูฝนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะนี้จัดสรรน้ำไปแล้ว จำนวน 2,799 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 51% ของแผนทั้งหมด ซึ่งถือเป็นปริมาณน้ำจำนวนมาก เพื่อเป็นการส่งเสริมการเพาะปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถปลูกข้าวนาปีโดยใช้น้ำฝนเป็นหลักได้จากผลกระทบของเอลนิโญ โดยขณะนี้ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.84 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 71% ของแผนการเพาะปลูกในช่วงฤดูฝนปีนี้

บุญสม ชลพิทักษ์วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ย้ำว่าหลังจากนี้ประเทศไทยจะประสบกับสภาวะเอลนิโญอย่างต่อเนื่อง โดยจากเอลนิโญกำลังอ่อนในปัจจุบันจะกลายเป็นเอลนิโญกำลังปานกลางในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2566 หรือปลายปี 2566 จึงต้องใช้ฝนวันแมป (ONE MAP) เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำต้นฤดูแล้ง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566

คาดว่าจะมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง ทั่วประเทศจำนวน 46,177 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 65% ของความจุรวม ในจำนวนนี้เป็นน้ำใช้การ 22,635 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48% ปริมาณน้ำใช้การที่คาดการณ์นี้ มีจำนวนน้อยกว่าปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565

“หากมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพก็จะมีน้ำเพียงพอ แต่เนื่องจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าสภาวะเอลนิโญจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2567 และค่อนข้างมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว 2 ปี เพื่อสำรองน้ำล่วงหน้าไว้สำหรับการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ในฤดูแล้งหน้า ไปจนถึงส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพื่อยืนยันผลผลิตให้แก่เกษตรกรด้วย หากเกิดกรณีฝนน้อย” เลขานุการ กอนช.แจกแจงแผน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภัยแล้งตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง อาทิ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ และประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำปัจจุบันสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ปริมาณน้ำในอ่าง 38,469 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% ปริมาณน้ำใช้การได้ 14,530 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% ปริมาณน้ำในอ่างลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 มีปริมาณอยู่ที่ 40,843 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,175 ล้าน ลบ.ม. หรือ 431% ได้แก่ 1.เขื่อนภูมิพล 6,201 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 49% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 2,401 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 25% 2.เขื่อนสิริกิติ์ 3,692 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 39% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 842 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 13% 3.เขื่อนแควน้อย 163 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 17% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 120 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 13% และ 4.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 118 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 12% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 115 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 12%

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เสริมว่า ปัจจุบันกรมชลประทานได้ส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรได้เพาะปลูกแล้ว และจะเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันก่อนน้ำหลากในช่วงกลางเดือนกันยายน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากอุทกภัย

นอกจากนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2566 ที่กรมชลประทานกำหนด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการรองรับฤดูฝนปี 2566 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติกำหนด อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

ขณะนี้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว พื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน อุทัยธานี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร เกษตรกร 15,190 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 21,576 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 120 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 767 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 20,686 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 530 ราย พื้นที่ได้รับความเสียหาย 1,102 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรแล้วกว่า 207 ราย หรือคิดเป็น 39.06% ของเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย พื้นที่ 407 ไร่

ยังต้องติดตามว่าปรากฏการณ์เอลนิโญจะรุนแรงและยาวนานตามที่หลายฝ่ายเตือนไว้หรือไม่ ส่งผลต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และกิจการต่างๆ เป็นวงกว้างมากน้อยแค่ไหน แผนบริการจัดการรับมือเพียงพอไหม ในช่วงที่ไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านอำนาจการบริหาร ที่ไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามารับไม้ต่อได้ทันสถานการณ์หรือไม่