หน้าแรก ในประเทศ เช็กเหตุสะพาน...

เช็กเหตุสะพานถล่ม ถอดบทเรียน (อีกแล้ว)

13.07.23 | 05:45 น.

เช็กเหตุสะพานถล่ม ถอดบทเรียน (อีกแล้ว)

นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิด กับกรณี ทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง ทรุดตัวถล่ม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก แน่นอนว่าทุกฝ่ายอยากรู้ว่าเหตุเกิดจากอะไร อุบัติเหตุ ประมาท หรือมีอะไรมากกว่านั้น

สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ยื่นญัตติด่วนต่อสภา กทม. เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษา ตรวจสอบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในความรับผิดชอบของ กทม. เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หลังเคยตั้งกระทู้ถามสดในประเด็นดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุสลดเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่เขต กี่ครั้ง ในกรุงเทพฯของเรา ถามว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเคยมีกรณีศึกษาไหม เคยถอดบทเรียนหรือไม่ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ส.ก.ลาดกระบังกล่าวกลางสภา

ขณะที่ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบซากสะพานที่ถล่มลงมา เพื่อรวบรวมข้อมูลและตั้งสมมุติฐานสาเหตุที่เป็นไปได้ในทางวิชาการ เผยว่า จากข้อมูลต่างๆ นำไปสู่สมมุติฐาน ทฤษฎีการพังถล่มที่ว่า จุดตั้งต้นหรือ โดมิโน

ตัวแรก คือจุดตั้งต้นของการพังถล่ม เนื่องจากการพังถล่มเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง โดยเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งก่อน แล้วลุกลามไปสู่ส่วนอื่นๆ เป็นทอดๆ จนโครงสร้างทั้งหมดถล่มลงมา สำหรับในประเด็นนี้ คาดว่าน่าจะเกิดจากการพังถล่มของคานสะพานก่อน จากนั้นนำไปสู่การพังทลายของเสาต้นกลาง ทำให้โครงเหล็กเสียจุดรองรับและร่วงลงมา และดึงรั้งให้เสาต้นหน้าหักลงมาในท้ายที่สุด

Advertisement

ส่วนสมมุติฐานสาเหตุมี 2 แนวคิด โดยแนวคิดแรกเห็นว่า การวิบัติเกิดขึ้นในขณะดึงลวดอัดแรง ซึ่งขั้นตอนนี้จะสร้างแรงอัดมหาศาลเข้ากับตัวสะพาน ทำให้เกิดการวิบัติของคอนกรีตที่บริเวณรอยต่อ (Wet Joint) ซึ่งถือได้ว่าเป็น จุดอ่อน เพราะขณะนั้นคอนกรีตอาจจะยังพัฒนากำลังรับน้ำหนักไม่เต็มที่ เมื่อรอยต่อพังทลาย ก็จะทำให้เกิดการกระจายแรงมหาศาลไปสู่บริเวณอื่นแทน ซึ่งเกินกว่าที่สะพานจะรับน้ำหนักได้ จึงเกิดการพังทลายต่อเนื่องไปในลักษณะคล้ายการล้มของโดมิโน (Domino Effect)

ส่วนแนวคิดที่สองเห็นว่า ตำแหน่งจุดรองรับของโครงเหล็ก (Launcher) ที่ตั้งอยู่บนสะพานคอนกรีตอาจจะไม่เป็นไปตามแบบ หรือโครงเหล็กมีการเคลื่อนที่ไปในตำแหน่งที่ไม่ได้มีการคำนวณ หรือรีบเคลื่อนที่ไปก่อนที่จะดึงลวดอัดแรงครบถ้วน เลยทำให้บางจังหวะ โครงเหล็กอาจจะไปเหยียบบนปลายยื่นของสะพานหรือตำแหน่งอื่นที่สร้างแรงอัดมหาศาลในคานสะพาน จนทำให้ทั้งคานและเสาหัก

จากนั้นโครงเหล็กจึงร่วงตามลงมาการจะสรุปสาเหตุที่แท้จริงว่าจะเป็นตามแนวคิดใด หรืออาจจะเป็นร่วมกันทั้งสองแนวคิด หรืออาจจะมีแนวคิดอื่นๆ อีกหรือไม่ ต้องอาศัยหลักนิติวิศวกรรมศาสตร์ (Forensic Engineering) โดยเป็นการวิเคราะห์ย้อนกลับจากซากอาคาร แล้วเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ ได้แก่ แบบ รายการคำนวณ ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการเคลื่อนที่ของ โครงเหล็ก ตลอดจนคุณภาพของวัสดุที่ใช้ เช่น คอนกรีต ลวดอัดแรง และอื่นๆ

ส่วนบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ ศ.ดร.อมร มองว่า หลักปฏิบัติทางวิศวกรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยนั้นมีอยู่แล้ว ทว่า อาจมีปัญหาในการบังคับใช้และตรวจสอบ บทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์นี้ คือ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มีความเสี่ยงและอันตรายในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง หลักปฏิบัติทางวิศวกรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการก่อสร้างนั้นมีอยู่แล้ว แต่อาจมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้และการตรวจสอบ

ในปัจจุบันยังมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ลักษณะนี้อีกมาก และการพังถล่มแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อีก ในเชิงนโยบาย ภาครัฐจึงควรร่วมมือกับภาควิชาชีพ สร้างกลไกการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอย่างจริงจัง เช่น การจัดให้มีคณะผู้ตรวจอิสระ ที่มีความรู้และอำนาจในการเข้าตรวจสอบโครงการก่อสร้างต่างๆ

โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวด อีกทั้งต้องเอาจริงกับผู้ที่ย่อหย่อนไม่ปฏิบัติตามหลักวิศวกรรมและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องยึดถือเอาความปลอดภัยของสาธารณะเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินโครงการ ศ.ดร.อมรสรุปพร้อมคำแนะนำ

ด้าน รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มองว่า กระบวนการจากนี้ต่อไปคงต้องตรวจสอบ และในกระบวนการก่อสร้างคงต้องเน้นตรงนี้อย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นอีกสะพานนี้มีการก่อสร้างมาเป็นเวลานาน

อีกทั้งก่อสร้างในพื้นที่ที่มีความแออัด เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ย่อมกระทบพื้นที่บนท้องถนน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต้องมีการตรวจสอบ เน้นในเรื่องของคุณภาพ เรายังไม่รู้ข้อมูลว่าจริงๆ แล้วทางบริษัทหรือกระบวนการต่างๆ มีมาตรฐานในเรื่องของความปลอดภัย และมาตรฐานในทางวิศวกรรมเป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่ อธิการฯ สจล.ให้ความเห็น

ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในฐานะอนุกรรมการโครงสร้างและสะพาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ก็ลงพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนด้วยเช่นกัน โดยนอกจากประเด็นของเหตุการณ์ ยังย้ำความปลอดภัยในการ รื้อถอน ซาก อย่าให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน

โครงสร้างที่ถล่มลงมาถือว่ามีขนาดใหญ่ ประกอบกับพื้นที่คับแคบ อาจทำให้การทำงานมีความล่าช้าบ้าง อยากให้ประชาชนเข้าใจการทำงาน ส่วนการใช้รูปแบบการก่อสร้างแบบ Launcher ที่มีคานเหล็กสีฟ้าที่อยู่ด้านบนเป็นตัวการก่อสร้างชั่วคราว เป็นวิธีการก่อสร้างที่ใช้อยู่ทั่วโลก เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว ไม่กระทบการจราจร เป็นวิธีเลือกที่ดีที่สุด เพราะทำให้ประชาชนยังสามารถสัญจรได้ปกติ หากทำตามหลักวิศวกรรมทั้งหมดค่อนข้างมีประโยชน์มากกว่ามีข้อเสีย

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนจากปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้วิศวกรที่ทำงานในขณะนี้ทำการตรวจสอบขั้นตอนการทำงานให้รอบคอบและปลอดภัยมากขึ้น แม้ว่าการก่อสร้างจะต้องเร่งทำงานให้ทันกับเวลา แต่ก็ควรเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก และการถอดบทเรียนก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เสียหายออกจากพื้นที่ แม้จะมีประกายไฟจากการตัดเหล็กหรือน้ำมันเชื้อเพลิงจากรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย

“จากการสอบถามทีมวิศวกรอาวุโสมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบรุนแรงถึงขั้นต้องอพยพประชาชนจากพื้นที่และสามารถควบคุมได้ เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลา 7 วัน ซึ่งเหมาะสมที่สุด เพราะไม่ควรเร่งรื้อถอน อาจเกิดเหตุสุดวิสัยได้ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนอาจจะทำงานยากกว่ากลางวัน ขอให้เชื่อมั่นในฝีมือเจ้าหน้าที่เพราะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ขอเพียงให้ประชาชนเข้าใจและหลีกเลี่ยง การใช้เส้นทางดังกล่าวในระหว่างนี้ก่อน” ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ทิ้งท้าย

เหตุทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งกับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ และมีการถอดบทเรียนมาแล้วหลายครั้ง

เช่นเดียวกับเหตุครั้งนี้ เพื่อหวังว่าจะไม่เกิดโศกนาฏกรรมที่ต้องมาถอดบทเรียนซ้ำซากกันอีก