ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สำนักพระราชวัง มีพสกนิกรจากทั่วทิศทั่วแดนเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ท่ามกลางสภาพอากาศบริเวณพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวงอุณหภูมิร้อนตั้งแต่ช่วงเช้าตลอดจนช่วงบ่าย โดยทางสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรี ตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากปกติเปิดเวลา 08.00 น.
นางธัญรัตน์ เฮลส์ อายุ 37 ปี นักรังสีเทคนิค จากโรงพยาบาลสมิติเวช จ.ชลบุรี เดินทางมาพร้อมสามี นายจอนห์น เฮลส์ อายุ 49 ปี พนักงานราชการจากประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า วางแผนไว้นานมาก เนื่องจากติดงานและหาเวลามาไม่ได้ ทั้งนี้งานที่ตนทำก็เป็นงานที่หนักเพราะเป็นงานเทคนิคที่ต้องดูแลคนไข้ที่เป็นประชาชนคนไทย ซึ่งตนก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มา พร้อมกับชักชวนสามีเดินทางมาด้วยตั้งแต่เวลา 01.30 น. แล้วก็มาคิวที่ท้องสนามหลวงประมาณเวลา 02.00 น. แล้วก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด
“ความรู้สึกตอนได้เข้าไปกราบนั้น ภาคภูมิใจมาก ซึ่งตนก็ได้นำคำสอนของท่านมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย คือ การทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุด รับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ทำเพื่อส่วนร่วมให้มาก ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดพอเพียง ที่ไม่จำเป็นต้องทำการเกษตรอย่างเดียว แค่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งจะทำให้สังคมมีความสุขแล้ว” นางธัญรัตน์ กล่าว
ส่วนนายจอห์น กล่าวว่า วันนี้ได้เข้ามาสักการะพระบรมศพ ก่อนอื่นต้องขอชมเจ้าหน้าที่ก่อนว่า มีการจัดระเบียบที่ดีมาก ทั้งการจัดแถวและการอำนวยความสะดวกระหว่างการรอคิว ซึ่งเป็นสิ่งที่พิเศษไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเป็นมากมายเป็นพันเป็นหมื่นคนมารอคิว แล้วทุกคนก็อยู่ท่ามกลางความสงบ ไร้เสียงบ่นใดๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าเพราะทุกคนรักและศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวที่ได้ก้มกราบแลกกับกันรอคิวนานกว่า 8 ชั่วโมงก็ยอม
“ผมรู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ ส่วนหนึ่งเพราะภรรยาของผมเล่าให้ฟัง และอีกส่วนผมก็ติดตามข่าวสารเองขณะที่ทำงานอยู่ออสเตรเลีย วินาทีแรกที่ผมทำได้รับฟังเรื่องราวของท่าน ผมก็สัมผัสได้ว่าท่านรักประชาชนของพระองค์มาก พระองค์ทรงงานหนักมาตลอดยาวนานทั้งชีวิต รวมถึงพระองค์ทรงเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการไทยคือ การทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งก็สามารถเป็นตัวอย่างการทำงานเพื่อส่วนรวมให้กับผมด้วย เพราะผมก็ทำงานรับใช้ประชาชนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะผมรักและเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมาก และอยากให้คนไทยผ่านพ้นความสูญเสียไปได้ด้วยดี

นายศุภวัฒน์ ศักดิ์แสนศิลป์ อายุ 38 ปี เดินทางมาพร้อมด้วยนางนภัสภรณ์ ศักดิ์แสนศิลป์ ภรรยา และลูกๆ ด.ช.วชิรวิทย์-ด.ช.ณัฐพนธ์ ศักดิ์แสนศิลป์ จากบ้านเกิดในต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ตอนเวลา 01.00 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 03.00 น. กล่าวความรู้สึกหลังจากได้กราบสักการะพระบรมศพว่า ปลาบปลื้มใจมาก ส่วนตัวมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ววันนี้จึงอยากพาลูกและภรรยามาเพื่อให้ซึมซับคุณงามความดีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกคนจึงตั้งใจมาด้วยรักและศรัทธา
“คนเฒ่าคนแก่แถวบ้านเล่าให้ฟังว่าประมาณ 30 ปีก่อนในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ มาประกอบพระราชกรณียกิจที่วัดแสนสุขราชวราราม แล้วทรงเข้าไปหลบแดดที่ศาลาหลังหนึ่งภายในวัด พระและชาวบ้านจึงช่วยกันดูแลศาลาหลังนี้เป็นอย่างดี แม้จะเก่ามากก็ไม่ให้รื้อ เก็บไว้เพื่อเป็นสิริมงคลกับหมู่บ้าน สำหรับผมในหลวงร.9 ทรงเป็นที่ 1 ในใจเสมอ เกิดมาก็ได้เห็นพระองค์ทรงงานหลายๆ เรื่อง ทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น พระองค์ทรงสอนให้ได้รู้จักการใช้ชีวิต เรียนรู้จากธรรมชาติตามปรัชญาของท่านที่ให้ไว้ ครอบครัวทำธุรกิจห้องพักให้เช่าแบบเกสต์เฮ้าส์มากว่า 10 ปีก็นำคำสอนของท่านเรื่องความเรียบง่ายมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ” ศุภวัฒน์ กล่าว

ด้านนางธัญลักษณ์ งามวรวุฒิ อายุ 45 ปี ชาวกรุงเทพฯ ที่เดินทางมากับสามี และน้องสะใภ้ เพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรกในชีวิต บอกว่า เตรียมตัวเป็นอย่างดี ออกจากบ้านพักเขตบางขุนเทียนตอนตี 1 มาถึงบริเวณสนามหลวงในเวลา 02.00 น. แล้วเข้าแถวรอเวลา 05.30 น. เห็นผู้คนมารอเป็นจำนวนมาก รู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหล ยิ่งตอนเข้ากราบพระบรมศพยิ่งใจหายน้ำตาไหลมาอีกโดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้ได้เดินทางมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่สนามหลวง รักในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก ทุกครั้งที่มาร่วมแสดงความจงรักภักดีไม่รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยเลย อยากมาอีกเรื่อยๆ แค่นี้ยังเทียบไม่ได้เลยกับที่พระองค์ทรงลำบากตรากตรำทำงานเพื่อพวกเรา นับจากนี้จะสอนลูกให้เดินตามคำสอนของพระองค์ โดยเฉพาะความมัธยัสถ์รู้จักใช้เงิน ส่วนตัวตั้งใจสวมชุดดำไว้ทุกข์จนถึงปีหน้า นอกจากนี้สามียังทำจี้พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ทุกคนในบ้านได้ห้อยคอเป็นที่ระลึกอีกด้วย รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์

นางอำนวย สายสุด อายุ 53 ปี พสกนิกรจาก อ.วังเจ้า จ.ตาก เดินทางมาพร้อมกับลูกสาว 2 คน และหลานสาว 3 คน เปิดเผยหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพว่า ปลาบปลื้มใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสเข้ากราบพระองค์ท่านใกล้ๆ ตนมีอาชีพทำไร่มานาน ปลูกผัก ผลไม้ รวมถึงปลูกข้าว โดยแต่ก่อนปลูกข้าวขาวไม่ค่อยมีราคา แต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี ประทานพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และได้ทดลองปลูก ช่วยสร้างรายได้มากขึ้น ส่วนตนเองสุขภาพดีขึ้นด้วยจากการกินข้าวไร์เบอร์รี่ รู้สึกได้ว่าโรคเหน็บชาหายไป สำหรับการทำการเกษตรตนได้น้อมนำเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ในกรอบแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตนได้แบบพื้นที่ ทั้งปลูกข้าว พืชผสมผสาน และเลี้ยงปลาด้วย โดยข้าวเปลือกพระราชทานที่ได้รับจะนำไปแบ่งเก็บในยุ้งฉาง บนหิ้งพระ และหว่านในนาข้างเพื่อความเป็นสิริมงคล


